น้ำท่วมใต้พ่นพิษทุเรียนยืนต้นตายนับแสนต้นสูญกว่า 2 พันล้าน

น้ำท่วมใต้พ่นพิษทุเรียนยืนต้นตายนับแสนต้นสูญกว่า 2 พันล้าน





Image
ad1

น้ำท่วมภาคใต้ครั้งใหญ่ปลายปี 2568 ส่งผลทำให้ต้นทุเรียน ยืนต้นตายนับแสนต้น บางราย “ตายยกสวน” มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ระบุ “ทุเรียนนอกฤดู” ราคา 190 บาท / กก.

แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยและจำหน่ายสนิค้าพืชเกษตร  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักระหว่างวันที่ 21 – 27 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด ได้ส่งผลกระทบโดยเฉพาะสวนทุเรียนหนักมากทั้งที่เพิ่งปลูกและอายุระหว่าง 3-5 ปี และในส่วนที่ให้ผลผลิตแล้วบางกลุ่มผลร่วง และบางกลุ่มยืนต้นตาย

โดยเฉพาะสวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบหนัก ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช บางส่วน จ.พัทลุง บางส่วน และที่กระหนักหนักสุดคือ จ.สงขลา โดยเฉพาะพื้นที่สวนทุเรียนรอบ ๆ อำเภอหาดใหญ่ ตั้งแต่ อ.นาหม่อม อ.สะเดา อ.นาทวี และ อ.คลองหอยโข่ง ฯลฯ 

“สวนทุเรียบางรายยืนต้นตายหมดยกสวน จำนวน 17 ไร่ ขณะอายุ 5 ปีที่เพิ่งสอนให้ผลผลิต สวนทุเรียนน้ำสูงจมโคนต้นประมาณ 3 วัน น้ำขังในดินซึมโคนรากเน่าผลร่วงหล่นและยืนต้นตาย ทุเรียนเป็นพืชที่ง่ายต่อเกิดโรค โดยภาพรวมทุเรียนตายยืนต้นตายมาก”

สถานการณ์ทุเรียนทางภาคใต้จะอ่อนไหวมาก ทั้งทุเรียนปลูกลาดภูเขาโดนมรสุมพายุแรงต้นโค่นหักดอกร่วงผลร่วง พื้นที่ต่ำราบละลุ่มจมน้ำตาย ส่วนเวลาร้อนจัดยาวขาดน้ำตาย ภาคใต้การปลูกทุเรียนได้เป็นพื้นที่อ่อนไหวมากในปัจจุบันและอนาคต
จากภูมิอากาศปัจจุบันและอนาคตทุเรียนภาคใต้ได้เป็นพื้นที่อ่อนไหวไป เพราะภาวะลานิญาและเอนิโญที่สลับกัน และเฉพาะลานิญาจะคงต่อเนื่องไปถึงปี 2569 มรสุมและน้ำยังมีมาก และถัดไปจะสลับเป็นเอลนิโญในปี 2570 – 2571 จะกลายเป็นร้อยจัดขาดน้ำ

“สำหรับนักลงทุนการเกษตรและเกษตรกร โดยเฉพาะสวนทุเรียนจะต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดและต้องออกแบบวางแผนความอ่อนไหวให้ได้ เพราะการลงทุนปลูกต้องใช้เวลา 5 ปีและ 10 ปีกว่าให้ผลผลิตและจะได้ผลผลิตดี และทุเรียนยังมีต้นทุนที่สูงมาก ระบบน้ำ ระบบประปา ยางรักษาโรค ยาป้องกันโรค และยาบำรุง และเป็นพื้นที่ต้องมีวินัยในการรักษาดูแล”

นายสุรศักดิ์ กุลลาย ประธานเครือข่ายทุเรียนจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายฯ ได้รับทราบจากเครือข่ายสวนทุเรียนในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด โดยเฉพาะทางด้านสวนทุเรียนพื้นที่บริเวณรอบ ๆ  อ.หาดใหญ่ ตั้งแต่ อ.นาหม่อม สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง  ฯลฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนรายใหญ่ โดยบางรายประมาณ 1,000 ต้น กว่า 40 ไร่ และในส่วน จ.พัทลุง ตั้งแต่ อ.ตะโหมด กงหรา ป่าบอน ฯลฯ สำหรับ จ.พัทลุง ได้รับผลกระทบประมาณ 20 % จากพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ ทั้งที่ให้ผลผลิตและยังไม่ให้ผลผลิต ทั้งทุเรียนนอกฤดูที่กำลังให้ผลลิต

“สวนทุเรียนที่ปลอดภัยประเภทน้ำลอดผ่านไม่ท่วมขัง แต่พื้นที่น้ำท่วมขังแช่จะเสียชีวิตยืนต้นตาย สำหรับสวนของตนไม่ได้รับความเสียหายในระยะนี้แต่ต้องดูในระยะยาว”

ในขณะเดียวกันยังมีทุเรียนที่ออกผลผลิตนอกฤดูหรือทุเรียนทวายก็ได้รับความเสียหาย โดยผลผลิตซึ่งจะสามารถออกขายได้ต้อนรับปีใหม่ในบางรุ่น โดยราคาจากล้งทุเรียนรายใหญ่ จ.ชุมพร ราคาซื้อขาย (9 ธค.68) 190 บาท / กก. และมีแนวโน้มแต่ะ 200 บาท / กก.

“ทุเรียนอยู่ระหว่างสำรวจของทางการ แต่ที่รับเบื้องต้นทุเรียนน่าจะได้ 100,000 ต้นจากภาพรวมผลกระทบเกี่ยวกับประสบภัยจากน้ำท่วมจากหลายพื้นที่จำนวนมาก คิดมูลค่าเงินที่เป็นรายได้ผลผลิตในอนาคต 27,000 บาท / ต้น / ฤดู และที่ทุเรียนหายไปหนนี้น้ำท่วมนี้ ประมาณ 2,700 ล้านบาท” นายสุรศักดิ์ 

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนทุเรียนที่ไม่ได้รับผลกระทบและยืนต้นตายซึ่งหลังน้ำท่วมขอให้เฝ้าระวังดูแลเพราะในระยะหนึ่งอาจจะเห็นผลกระทบได้ อย่างกรณีน้ำท่วมสวนทุเรียน 1.ฉีดล้างคราบดินโคลนออกจากรากให้ได้มากที่สุด เพื่อให้รากกลับมาหายใจได้

2.ฉีดพ่นฮิวมิคิฟูลวิคเพื่อกระตุ้นรากไปพร้อมกับยาฆ่าเชื้อรา เช่น โพรพาโมคาร์บ+เมทาแลคซิลอย่างน้อย2-3ครั้ง และ  3.ห้ามให้ปุ๋ยใดๆ ทุกชนิด

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากไม่มีคราบดินและโคลนก็ให้ฉีดพ่นฮิวมิคยาราและโรยปูนขาวหรือยิปซั่มเพื่อปรับสภาพดิน และสิงที่ควรทำคือการฉีดพ่นอาหารทางด่วนคือน้ำตาลทางด่วน+ยาราทางใบเพื่อให้ต้นไม่ได้รับอาหารทันที หลังจากที่ไม่มีแสงในการปรุงอาหารมาหลายวัน และช่วงระบบรากไม่สามารถทำงานได้ ฯลฯ.

ผู้สื่อข่าวเปิดเผยว่า จากน้ำท่วมที่ส่งผลผลกระทบต่อพืชผลไม้ ขณะนี้ทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา  ดูแลพื้นที่จังหวัดภาคใต้ อยู่ระหว่างการประชุมและการสำรวจผลกระทบที่ได้รับความเสียหาย (วันที่ 11 ธค.68).