
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 จนท.ตม.จว.สงขลา ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.6 ได้สืบสวนจับกุม นายคิน (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมกับพวกรวม 2 คน ในขณะพาชาวเมียนมา จำนวน 8 คน ซึ่งหลบหนีเข้าประเทศไทย ขึ้นรถไฟเดินทางจากสถานีรถไฟศาลายา ปลายทางสุไหงโก-ลก แต่มาถูก จนท.สตม.จับกุม ได้ที่ สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ นอกจากนี้ จนท.ยังพบว่าชาวเมียนมาทั้ง 8 คนได้แสดงหนังสือเดินทางเมียนมา เพื่อหวังให้ไม่ถูกจับกุม แต่จากการตรวจสอบแล้ว พบว่า หนังสือเดินทางเมียนมาดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทางปลอม

โดยการเปลี่ยนหน้าข้อมูลที่ระบุชื่อ ภาพถ่ายของตนเอง และประทับตราเข้าและการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรปลอม จนท.ตม.ชุดจับกุม จึงได้จับกุมแจ้งข้อหา นายคิน (นามสมมุติ) พร้อมพวก 2 คน ในข้อหา “ร่วมกันช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองพ้นจากการจับกุม และ ร่วมกันทำหนังสือเดินทางปลอม” และจับกุมชาวเมียนมาทั้ง 8 คนในข้อหา “หลบหนีเข้าเมือง และใช้หนังสือเดินทางปลอม” นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน บก.ตม.6 ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมา จนท.บก.ตม.6 สืบสวนขยายผลเพิ่มเติมพบว่า ชาวเมียนมาทั้ง 8 คน ลักลอบเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมีเป้าหมายปลายทางที่ จ.นราธิวาส เพื่อเดินทาง ข้ามชายแดนไปทำงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีขบวนการช่วยเหลือในการลักลอบเข้าประเทศ และพาเดินทางผ่านประเทศไทย โดยคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 5.9 ล้านจ๊าด หรือประมาณ 59,000 บาทต่อคน ซึ่งนายคิน (นามสมมุติ) กับเพื่อนที่ถูกจับ ได้รับว่าจ้างจาก นายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) ให้พาชาวเมียนมาทั้ง 8 คนเดินทางขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟศาลายา

โดยนายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) เป็นผู้ทำหนังสือเดินทางปลอมดังกล่าว และยังเช่าบ้านย่าน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ให้กับชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองพักรอระหว่างทำหนังสือเดินทางปลอมและรอการประสานงานการเดินทางต่อไปยังปลายทาง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งทำมาแล้วหลายครั้ง จนท.บก.ตม.6 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ขออนุมัติศาลจังหวัดสงขลา ออกหมายจับ นายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) ที่ จ.640/2568 ลงวันที่ 29 ต.ค.2568 ในข้อหา “ร่วมกันช่วยเหลือคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองให้พ้นจากการจับกุม และร่วมกันทำหนังสือเดินทางปลอม”

จากนั้น จนท.บก.ตม.6 จึงได้ประสานงานกับ กก.สส.บก.ตม.3 และ กก.1 บก.สส.สตม.ให้ร่วมสืบสวนติดตามหาตัวนายมิน หรือนายปิน (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยทราบข้อมูลว่า นามมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) มีบ้านเช่าอยู่ใน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จำนวน 2 หลัง เพื่อให้คนต่างด้าวหลบหนีพักรอ 1 หลัง และอีกหลังใช้พักอาศัยพร้อมทั้งใช้เป็นสถานที่ทำหนังสือเดินทางปลอม จากการลงพื้นที่สืบสวนนานกว่า 4 เดือน จึงทราบว่าบ้านเช่าทั้ง 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 114/xxx และบ้านเลขที่ 49/xx ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งห่างกันประมาณ 2 กม. จนท.ชุดจับกุม จึงได้วางแผนเฝ้าสังเกตบ้านทั้ง 2 หลัง

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 จนท.ชุดจับกุม พบ นายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) ออกมาจากบ้านพักเลขที่ 114/xxx จนท.ชุดจับกุม จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมแสดงหมายจับศาลจังหวัดสงขลา นายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) ยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับ และนำ จนท.ชุดจับกุม ตรวจค้นภายในบ้านพักดังกล่าว พบ อุปกรณ์การทำหนังสือเดินทาง จำนวน 66 รายการ อาทิ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องพิมพ์, เครื่องเคลือบแผ่นลามิเนต, หนังสือเดินทางเมียนมา จำนวน 36 เล่ม, ตรายางประทับของ ตม.ต่างๆ ทั้งประเทศไทย และเมียนมา จำนวน 16 อัน พร้อมทั้งตรวจยึด รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน, รถจักรยานยนต์, สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 3 เล่ม พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 ล้านบาท รวมทรัพย์สินทั้งหมดกว่า 2 ล้านบาท

เบื้องต้น นายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) ให้การยอมรับว่า เป็นผู้ทำหนังสือเดินทางปลอมดังกล่าวให้กับชาวเมียนมาที่ต้องการหลบหนีเข้าประเทศไทย เพื่อใช้แสดงต่อ จนท.ตำรวจ เมื่อถูกเรียกตรวจ ซึ่งทำให้ จนท.ตำรวจ เข้าใจว่าชาวเมียนมาเข้าประเทศไทยมาอย่างถูกต้องและไม่ถูกจับกุม โดยคิดค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อคน และนายมิน หรือ นายปิน (นามสมมุติ) ได้ประสานงานกับนายหน้าบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อพามาพักรอทำหนังสือเดินทางปลอม จากนั้น จะว่าจ้างนายคิน (นามสมมุติ) ที่ถูกจับกุมไปแล้ว พาชาวเมียนมาพร้อมหนังสือเดินทางปลอมขึ้นรถไฟเดินทางมุ่งหน้าไป อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยติดต่อกับนายหน้าบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ใน จ.นราธิวาส ให้รอรับชาวเมียนมาดังกล่าวเพื่อพาข้ามไปยังประเทศมาเลเซียและหางานทำต่อไป ซึ่งจะให้ค่าใช้จ่ายกับนายหน้าชายแดนไทย-มาเลเซียในราคา 8,500 บาทต่อคน จนท.ชุดจับกุม จึงได้ทำการจับกุมและตรวจยึดของกลางดังกล่าวนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน บก.ตม.6

หลังจากนี้ จนท.สตม.จะร่วมกันสืบสวนขยายผลผู้ที่ร่วมกระทำความผิดต่อไป เพื่อปราบปรามขบวนการขนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และจะได้ทำการสืบสวนทรัพย์สินเพื่อตรวจยึด เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงหนังสือเดินทางเป็นมูลฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อไป