ยลวิถีริมฝั่งเจ้าพระยา สัมผัส “เสน่ห์กรุงเก่า ผ่านสายน้ำ” AYUTAYA CULTURAL CRUISE

เมื่อเร็วๆนี้ หอการค้าไทย Happy Model สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) และสโมสรนักเดินทาง จัดทริปล่องแม่น้ำเจ้าพระยาสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในทริป “เสน่ห์กรุงเก่า ผ่านสายน้ำ AYUTAYA CULTURAL CRUISE" นำนักท่องเที่ยวร่วม 100 คน เดินทาง ONE day trip เที่ยวอยุธยาแบบสบายๆ เช้าไปเย็นกลับ เที่ยวครบทั้งวัด วังตลาดและประวัติศาสตร์

โดยคณะท่องเที่ยวเดินทางจากท่าเรือพระอาทิตย์ ลงลำน้ำเจ้าพระยา ชมวิถีชีวิตและทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ โดยมีมัคคุเทศก์ บรรยายเรื่องราวและสิ่งต่างๆ อยู่สองฝั่งแม่น้ำไปตลอดทาง และภายในเรือยังมีกิจกรรมให้นั่งร้อยลูกปัดโบราณ และนวดคอบา นวดไหล่ สำหรับใครที่มีอาการปวดเมื่อยอีกด้วย

ใช้ระยะเวลา 3 ชั่วโมงกว่าก็ถึงท่าเรือบางปะอิน จากนั้นคณะนักท่องเที่ยวแวะชม “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดไทยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 โปรดฯให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2421 เป็นพระรามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จฯแปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน เมื่อเดินทางไปถึงจะเห็นพระอุโบสถที่ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมกอทิกเลียนแบบโบสถ์คริสต์แห่งเดียวในประเทศไทย

ด้านหน้าบริเวณทางเข้าของพระอุโบสถจะมีมุขยื่นออกมาเป็นแบบสามเหลี่ยมหน้าจั่วซ้อนกัน 2 ชั้น รอบผนังพระอุโบสถจะเจาะช่องหน้าต่างลักษณะโค้งๆ แต่ปลายแหลมแบบโกธิก ส่วนบริเวณหลังพระอุโบสถจะเป็นหอระฆังยอดโดมทรงกรวยแหลมสูง 3 ชั้น ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” พระประธานลักษณะสวยงามบริสุทธิ์ เป็นกะไหล่ทองทั้งองค์ นั่งสมาธิเพชรหน้าตักกว้าง 22.5 นิ้ว สูง 36.5 นิ้ว ฐานชุกชีประดิษฐานพระประธานทำเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ศาสนา ผนังอุโบสถเหนือหน้าต่างด้านหน้าประธานประดับกระจกสีภาพ “พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5” ที่วิจิตรสวยงามตระกาลตา

นอกจากนี้ ภายในวัดยังมี หอประดิษฐาน “พระคันธารราฐ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางขอฝนที่อยู่ด้านขวาของพระอุโบสถ ฝั่งตรงข้ามหอพระคันธารราฐเป็นที่ตั้งของหอประดิษฐาน “พระพุทธรูปปางนาคปรก” ศิลาเก่าแก่สมัยลพบุรี อายุนับพันปี ฝีมือช่างขอม “ต้นพระศรีมหาโพธิ์ใหญ่” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ทรงปลูกไว้หน้าพระอุโบสถ และด้านหลังพระอุโบสถยังมีนาฬิกาแดดที่ใช้แสงแดดในการบอกเวลาอีกด้วย

ถัดไปไม่ไกลยังมีสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ เป็นสถานที่บรรจุอัฐิ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ รวมทั้ง อัฐิของเจ้านายราชสกุลดิศกุลอีกหลายพระองค์ และยังเป็นที่รวบรวมหินชนิดต่างๆ เช่น หินปูน หินทราย หินกรวด หินชนวนฯลฯ

หลังจากทราบสักการะพระพุทธนฤมลธรรโมภาส และชมความสวยงามของพระอุโบสถแล้ว ทางคณะก็นั่งกระเช้าข้ามน้ำไปยัง “พระราชวังบางปะอิน”ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระราชวังโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ใช้เป็นสถานที่ที่ทรงใช้ประทับแรมของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้รกร้างมาระยะหนึ่ง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงได้เริ่มบูรณะพระราชวังขึ้น

และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ โดยสร้างพระที่นั่ง พระตำหนัก และตำหนักต่างๆขึ้นมากมาย เพื่อเป็นที่ประทับรับรองพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่างๆ ปัจจุบันพระราชวังบางปะอิน ยังอยู่ในการดูแลของสำนักพระราชวัง และยังใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึง ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือเขตพระราชฐานชั้นนอก และเขตพระราชฐานชั้นใน เขตพระราชชั้นนอกมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “หอเหมมณเฑียรเทวราช” (ศาลพระเจ้าปราสาททอง) สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2415-2419 มีลักษณะเป็นปรางศ์ศิลา ซึ่งจำลองแบบจากปรางศ์ขอม ภายในประดิษฐานเทวรูป พระเจ้าปราสาททอง ตั้งอยู่ ณ ริมสระน้ำใต้ต้นโพธิ์ “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” เป็นพระที่นั่งทรงปราสาท โดยจำลองมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมรูปหล่อสำริดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก เพื่อนำมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งองค์นี้

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมือ พ.ศ. 2415 เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกว่าราชการและใช้เป็นที่ประทับ เป็นตึก 2 ชั้น ศิลปะแบบคอรินเทียนออร์เดอร์ ปัจจุบันพระที่นั่งองค์นี้ ยังใช้เป็นที่ประทับแรมของบรมวงศานุวงศ์ เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน “สภาคารราชประยูร” เป็นตึกสองชั้นตั้งอยู่ริมน้ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นที่ประทับของพระเจ้าน้องยาเธอฯ ในรัชกาลที่5 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และเจ้านายฝ่ายหน้า ปัจจุบันใช้เป็นที่แสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังบางปะอิน

“กระโจมแตร” เป็นกระโจมขนาดกลางแบบ Gazebo สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตั้งอยู่เยื้องกับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ “เรือนแพพระที่นั่ง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เป็นเรือยแพแบบไทย สร้างด้วยไม้สัก ภายในจัดแบ่งห้องเป็นสัดส่วน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 5 ใช้เป็นที่พักแรมในการเสด็จประพาสต้นและทรงสำราญพระอิริยาบถทางน้ำ โดยพระองค์เคยประทับเรือแพพระที่นั่งไปทรงรับเจ้าดารารัศมี พระราชชายาจากเมืองเชียงใหม่ด้วย

“หอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ” ในเขตพระราชฐานชั้นในเชื่อมต่อกับเขตพระราชฐานชั้นนอก ด้วยสะพานที่มีลักษณะพิเศษ คือมีแนวฉากคล้ายบานเกล็ดกั้นกลางตลอดแนวสะพาน เพื่อแบ่งเป็นทางเดินของฝ่ายหน้าด้านหนึ่งและฝ่ายในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งฝ่ายในสามารถมองลอดออกมาโดยตัวเอง ไม่ถูกแลเห็นสะพานนี้เชื่อมจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานกับประตูเทวราชครรไล ซึ่งเป็นประตูทางเข้าพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ สมเด็จอัครมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาริกา

ประกอบด้วย “พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร”เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของพระราชวัง บางปะอิน เดิมเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ทางสีเขียวอ่อนและเขียวแก่สลับกัน แต่เกิดไฟไหม้พระที่นั่งทั้งองค์ระหว่างการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2481 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ขอพระบรมราชานุญาตให้สร้างพระที่นั่งองค์นี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อที่ประทับในการเสด็จแปรพระราชฐาน และรับพระอาคันตุกะ

“หอวิฑูรทัศนา” สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นหอสูง 3 ชั้น ทาสีเหลืองสลับแดง เพื่อเป็นที่ทอดพระเนตรโขลงช้างป่า และภูมิประเทศโดยรอบพระราชวัง “เก๋งบุปผาประพาส” สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมจีน เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยชาวสยาม เชื้อสายจีนฮากกา เพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 5 พระที่นั่งองค์เดียวนี้ยังใช้ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายจนถึงปัจจุบัน

“อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์” (พระนางเรือล่ม) เป็นอนุสาวรีย์หินอ่อน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เพื่อระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ซึ่งสวรรคตในระหว่างการเสด็จแปรพระราชฐานมายังพระราชวังบางปะอิน และอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เป็นอนุสาวรีย์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เพื่อระลึกถึง พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง ซึ่งสิ้นพระชนม์ภายในปีเดียวกัน

พระราชวังบางปะอินแห่งนี้ใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการต้อนรับแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์ แห่งรัสเซีย (พระยศขณะนั้น) ณ พระราชวังบางปะอิน

หลังจากเดินชมและเช็คอินถ่ายภาพกันแล้ว คณะท่องเที่ยวออกเดินทางไปที่ “ตลาดโก้งโค้ง” ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน เลือกซื้ออาหารพื้นเมือง สินค้าที่ระลึก ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นตลาดโบราณแบบไทยๆ ในสไตล์วินเทจ ที่ยังคงรักษาความดั่งเดิมของอยุธยาในสมัยโบราณไว้ ลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ที่สวยงาม และมีอาหารแห้งขนมพื้นเมือง ของตกแต่งนานาชนิดให้เลือกกัน

เหตุผลที่เรียกว่า “ตลาดโก้งโค้ง” มาจากกิริยาการยืนและก้มลงสนทนาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายในสมัยโบราณ ซึ่งในอดีตตลาดแห่งนี้เป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษี) เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด มีทั้งสินค้าตลาดชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง จะเปิดสัปดาห์ละ 4 วัน คือวันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์

ทานข้าวและช้อปปิ้งจุใจกันแล้ว คณะนักท่องเที่ยวเดินทางสายมูกันบ้าง เพื่อมากราบสักการะขอพร “พระพิฆเนศปางชนะมาร” ประทับบนบัลลังก์กะโหลก อายุกว่า 300 ปี ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ คาดว่ามีการจำลองแบบมาจากองค์จริงที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ โดยมีความเชื่อขอพรในเรื่องหน้าที่การงาน มีความโชคดี มีโชคลาภ และแก้เคล็ด ที่”ปราสาทนครหลวง”ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมืองอยุธยา ตำบลนครหลวง อำเภอคลองหลวง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ สันนิฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยโปรดให้ช่างทำจากแบบของปราสาทศิลา ที่เรียกว่า “พระนครหลวง”

อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยว สายประวัติศาสตร์ สายมู สายกินมาเที่ยวอยุธยา สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มีครบทุกรสชาติ ที่ทั้งความรู้ อิ่มท้องและความสุข เดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพ โดยเรือท่องเที่ยว รถไฟ และรถยนต์สะดวก

ขอขอบคุณ “อนุรักษ์ มงคลชัยประทัป” ผู้เขียน

.

