เสียงก้องที่เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน "พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร"ผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคไทยชนะ “จิ๋วแต่แจ๋ว”

“ต่อไปนี้ เสียงของชาวบ้านร้านตลาด-เด็ก-คนแก่ จะไม่ใช่เสียงนกเสียงกาอีกต่อไป แต่จะเป็นเสียงที่ทรงพลัง ที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาให้ความสนใจ”

@ผู้สร้างตำนาน”กาขาว”ทวนกระแสคอร์รัปชั่น-ธุรกิจสีเทา
@อาสาเป็นตัวแทนประชาชนผลักดัน 10 นโยบายเข้าสภาพัฒนาประเทศ
@ยึดหมุดหมาย ซื่อสัตย์-สุจริต-มีจิตเมตตา-โปร่งใส
ในช่วงกระแสการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น หลังจากผู้สมัคร

แต่ละพรรคได้เบอร์เป็นของตนเองแล้ว กลิ่นไอของการหาเสียงควบคู่ไปกับการรณ รงค์ของกกต.ให้ประชาชนคนไทยที่รักชาติ ได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด..ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชนต่างขานรับ เสียงป่าวประกาศดังอย่างไม่ขาดสาย โดยมุ่งให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันเป็นจำนวนมาก และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับ และให้เกียรติผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศ ดังคำที่ว่า “เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์”
บทพิสูจน์ผู้นำตัวจริง...“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” (ผบ.เจี๊ยบ) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจ สันติบาลและผู้บัญชาการประจำตำรวจ ได้รับการยกย่องว่าเป็น ”นายตำรวจน้ำดี” ผู้สร้างตำนาน ”กาขาว” ในยุคกระแสคอร์รัปชั่นและธุรกิจสีเทารุนแรง อันเป็นสาเหตุการบ่อนทำลายในทุกวงสังคมและประเทศชาติ - ช่วงชีวิตการรับราชการ 32 ปีถือว่านาน พล.ต.ท.อัตชัย ได้เดินตามรอยคุณปู่ (ส.ต.ท.มืดฯ มือปราบโจรบ้านก่อไผ่)และบิดา(ศ.พล.ต.ต.สง่าฯปรมาจารย์ด้านกฎหมายและการสอบสวน) อย่างไม่ผิด เพี้ยน!! ท่านได้รับการหล่อหลอมพื้นฐานของนักปกครองจากบิดาตั้งแต่เยาว์วัย นับตั้งแต่การประพฤติปฏิบัติในเรื่องความสัจ ความดี มีความจริงใจต่อตัวเองที่จะดำรงตน

กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม การรู้จักฝึกใจให้มีความอดทน อดกลั้น และอดออม ตลอดถึงการรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประ โยชน์ส่วนใหญ่ของสังคมและประเทศ“ ด้วยคุณความดีส่งผลให้ท่านเติบโตในสายอาชีพ “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์”อย่างเต็มภาคภูมิ ในตำแหน่ง “รองผู้บัญชาการตำรวจ สันติบาลและผู้บัญชาการประจำตำรวจ” ก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ กล่าวได้ว่า ท่านเป็นนายตำรวจ ”มือสะอาด” สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับวงการตำรวจก็ว่าได้

“การทำงานของผม ยึดอุดมคติ ด้วยการเสียสละกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา และกำลังทุนทรัพย์ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดีและดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีมีความคิดสร้างสรรค์พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ต่างๆ และพัฒนาที่ดินว่างเปล่าของสันติบาลที่อยู่ตามต่างจังหวัดโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดิน อย่างเช่น การสร้างหน่วยสันติบาลสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ภาคเอกชน จัดผ้าป่าสร้างหน่วยงาน และมีผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง สุดท้าย..ขอฝากข้อคิดไปยังน้องๆว่า ตำรวจรุ่นหลังที่เก่งและมีความรู้ แต่ต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง โดยยึดอุดมคติตำรวจเป็นหลักในจิตใจ ถ้าใครทำได้ถือว่าสมบูรณ์”

ผลงานในอดีตของ “พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” เป็นที่ประจักษ์ในแวดวงตำรวจและสังคม มีดังนี้ ตำแหน่งรองประธานและเลขานุการคณะกรรมการการบริหารงานตำรวจประเภทจักรยาน ชนะเลิศการแข่งขันกีฬากองทัพไทย 7 ปีซ้อน , รายงานผลการศึกษาเรื่องการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อวุฒิสภาในนามคณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดหางานวุฒิสภา, การศึกษาเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจของอนุกรรมาธิการฯในคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร, ตำแหน่งอุปนายกสมาคมมวยไทย(คีตะมวยไทย)และเป็นประธานจัดหาทุนในการดำเนินงานของสมาคมโดยจัดงานกาลาดินเนอร์เมื่อเดือนกันยายน 2566, ในด้านการช่วยประชาชน จัดเวทีชาวบ้านเพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนใน 19 จังหวัดภาคอีสาน ร่วมกับสมาชิก สปท.เมื่อปี 2560 , ให้คำปรึกษากับพวกพี่น้องเพื่อนฝูงและประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดีและประสานงานให้การช่วยเหลือในหลายกรณีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รับราชการจนถึงปัจจุบัน

กำลังใจจากครอบครัว
พลตำรวจโทอัตชัย..ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่เป็น “สุภาพบุรุษ” เป็นหัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็ง เป็นที่พึ่งได้ และสร้างครอบครัวที่อบอุ่น แสดงออกถึงความดีงาม เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ครอบครัวของตนเองอย่างสม่ำเสมอ.คู่ชีวิตของท่านคือ พันตำรวจเอกทันตแพทย์หญิงศศลักษณ์ ดวงอัมพร โรงพยาบาลตำรวจ มีบุตรตรีด้วยกันสองคนคือเด็กหญิงอรกัณญาฯ(เชอรี่)และเด็กหญิงชณัฐประภาฯ(เมเปิล) กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม.5และ ม. 6 เตรียมสอบคณะแพทย์ศาสตร์
“ปกติจากภารกิจทางอนุกรรมาธิการฯวุฒิสภาและสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พล.ต.ท.อัตชัยฯ หรือพ่อเจี๊ยบของครอบครัวจะดูแลบ้าน เลี้ยงสุนัข ปลาคราฟ เข้าครัวทำกับข้าวและรับ-ส่งลูกไปเรียนกิจกรรมครอบครัวตอนหยุดเทอมก็พาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศทำให้ลูกมีความรู้ประสบการณ์เห็นวิถีชีวิตชนบทและต่างแดน”

ก้าวสู่เวทีการเมือง “พรรคไทยขนะ” ส.ส.กรุงเทพมหานครเขต 31
พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ตัดสินใจอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน โดยสังกัด พรรคไทยขนะ(17) เป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานครเขต 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) นับว่าเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งในช่วงเวลาก่อนการ”ยุบสภา” ท่านได้ศึกษานโยบายในแต่ละพรรคการเมืองและติด ต่อไว้ก่อนแล้ว ได้รับการยอมรับจากพรรคต่างๆ หลายพรรคให้เข้าร่วม แต่ต้องปฎิเสธเนื่องจากได้ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกสังกัดพรรคไทยชนะไว้แล้ว เป็นผู้สมัครส.ส.กรุงเทพมหานคร เบอร์ 4 เขต 31 ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง)

“เหตุผลที่ผมเลือกสังกัดพรรคไทยชนะ สิ่งสำคัญเลยคือนโยบายของพรรคไทยชนะสอดคล้องกับแนวความคิดของผม ถึงแม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่ด้วยรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน ทั้งด้านบรรยากาศและความคิดที่ชวนกันให้สร้างสรรค์บ้านเมือง ก่อความรักสามัคคี สร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นภายในชาติ การลงรอยเดียวกันในทางที่ดี การบริหารบ้านเมืองก็จะดำเนินไปด้วยความคิดและจิตใจของผู้เจริญในธรรม สังคมก็จะอบอุ่น ปัญหาสังคมก็จะค่อยๆ ลดลง ผมเน้นการหาเสียงที่ไม่ผิดกฎหมาย @เน้นการขายความคิด @การขายนโยบาย @การขายเครดิต..โดยไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงถือว่าเป็นการหาเสียงที่แท้จริง”

...การได้นักการเมืองที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลได้จริงๆ ผมเชื่อว่า หากแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงคุณธรรมในใจตนให้เจริญงอกงาม ก็จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข และมีโอกาสที่จะพัฒนาประเทศให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ”

พิสูจน์ผลงาน “นักปกครอง”ยึดหลักคุณธรรม-จริยธรรม
พล.ต.ท.อัตชัย ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ว่า “ผมคิดว่าคงไม่มีใครมากนักที่รักตำรวจเท่าผม เพราะคุณปู่ (ส.ต.ท.มืดฯ มือปราบโจรบ้านก่อไผ่) คุณพ่อ (ศ.พล.ต.ต.สง่าฯ ปรมาจารย์ด้านกฎหมายและการสอบสวน ..ผมเป็นตำรวจรุ่นที่ 3 ของตระกูล รวมทั้งผมมีญาติเป็นตำรวจอีกหลายคน รับใช้ราชการมาอย่างซื่อสัตย์สุจริต ในระหว่างเป็นตำรวจ ส่วนใหญ่อยู่สันติบาลนาน 31 ปี ดูแลปกครองและพัฒนาหลายงาน โดยเฉพาะงานการข่าวและการส่งเสริมการฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ ตำรวจสันติบาลเป็นร้อยคนได้ไปต่างประเทศโดยไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ เพราะเราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับมิตรประเทศ

ส่วนปีสุดท้ายได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจตำรวจภูธรจังหวัดได้ 46 จังหวัด เพื่อพัฒนางาน ศปก.ตร.และศปก.บก.ภ.จว.ต่างๆ และติดตามคดีคนหายในหลายพื้นที่ ด้านการช่วยเหลือประชาชนก็ได้ทำมาโดยตลอด ในการให้คำปรึกษาและประสานงานคดีต่างๆ เพราะประชาชนยังไม่เชื่อมั่นไว้วางใจตำรวจ และในภาคอีสานได้จัดเวทีรับฟังปัญหาครบทุกจังหวัดร่วมกับสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศจากที่ทำงานการข่าวสันติบาลทำให้รู้ปัญหาของการเมืองไทย ถ้าไม่มีคนดีเข้าไปทำงานมากๆ ประเทศก็จะยิ่งเสื่อมทรามลงเพราะการคอร์รัปชั่นและระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก ผลกระทบตกแก่องค์กรตำรวจของเราและสังคมส่วนอื่นๆมายาวนานถ้าไม่แก้ไขเชื่อว่า ต่อไปจะเป็นเหมือนประเทศเนปาล
“ก่อนผมเกษียณและหลังเกษียณมา 6 ปี ได้ทำงานตลอดเป็นอาจารย์พิเศษของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ อาสาเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการทั้ง ส.ส.และ สว. ศึกษาเรื่องสวัสดิการตำรวจแก้ไขหนี้สิน การแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจ และ ปัญหาด้านแรงงาตลอดจนความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

ชูธง “เคาะประตูบ้านแบบเปิดใจ”
เส้นทางในการหาเสียง ผมใช้การเดินทางไปพบปะชาวบ้านในทุกชุมชน ให้ครอบคลุมเขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ด้วยกลักประจำใจที่ว่า
“เข้าพื้นที่แนะนำตัวและพรรค ศึกษาปัญหา พาแก้ไข ให้พัฒนา ”
“เข้าถึงทุกชุมชน ศึกษาปัญหา มาร่วมพัฒนา”
“เข้าหาทุกพื้นที่ ที่มีปัญหา พัฒนาสัมพันธ์ ร่วมกันแก้ไข”
“ชุมชนชายขอบ เร่งมอบแนวคิดติดตามพัฒนา นำพาแก้ไข“

“ในช่วง 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.68) ที่ผ่านมา ผมและทีมงานได้ลงพื้นที่หาเสียงเกือบทุกชุมชน ได้รับเสียงตอบรับจากชาวบ้านร้านตลาดดีมาก ครอบคลุมพื้นที่ อาทิ เช่น ทวีวัฒนา ซ.28, ชุมชนพ่อปู่(หัวถนน-พุทธมณฑลสาย 2) ,หลังสถานีรถไฟธรรมสพน์, ชุมชนซอย22-พุทธมณฑลสาย 3 ,ชุมชนบางพรหม ,ขนส่งวัดโกมุท,ชุมชนฉัตรชัย,ตลาดเวิลดิ์,ชุมชนสถานีรถไฟสาย 2,ชุมชนอักษะ.ฯลฯ ส่วนเขตตลิ่งชันทั้ง 43 ชุมชนช่วงเวลาที่เหลือ 1 เดือนผมจะลงพื้นที่แนะนำตัวได้ครบทุกชุมชน”
การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงใคร่ขอรับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนทุกคนให้สนับสนุนพรรคไทยชนะและผมผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตที่ 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน).อย่าลืมนะครับ!! พ่อแม่พี่น้องร่วมใจกันออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คัดคนดีเข้าสภาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขอบคุณครับ ”
เวทีหาเสียงยึดหลัก“พูดความจริง” ผลักดันนโยบาย 10 ข้อ คืนความสุขให้ประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมพร้อมในการหาเสียงอย่างไร พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 31 กรุงเทพมหานคร (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) กล่าวว่า จะเน้นนโยบายหลัก “ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาชุมชน ปลอดอาชญากรรม” รายละเอียดมีดังนี้ 1.ส่งเสริมอาชีพ อาชีพเดิมต้องพัฒนาให้ดีขึ้นด้านคุณภาพเช่นขายอาหารต้องให้มีคุณภาพรสชาติดี สะอาด เป็นต้น,ฝึกหัดอาชีพที่สามารถเลี้ยงชีพได้เช่นทำอาหาร-ขนม ศิลปะหัตถกรรม และการค้าขายทางออนไลน์ เป็นต้น 2.พัฒนาชุมชน แบ่งชุมชนออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ “ชุมชนเล็ก” ชุมชนชายขอบที่ต้องการการดูแล เนื่องจากยังไม่เข้าเกณฑ์ในการจัดตั้งเป็นชุมชนที่ทางเขตจะจัดสรรให้งบประมาณในการสนับสนุน ปัญหาของชุมชนแบบนี้มีหลายเรื่องได้แก่สุขภาพอนามัย ทางเดิน ไฟส่องสว่าง ขยะ เด็กและคนชราที่ไม่มีผู้ดูแล การป้องกันอัคคีภัย ฯลฯ , ”ชุมชนขนาดกลาง” เป็นชุมชนที่ได้รับการจัดตั้งและทางเขตมีงบประมาณสนับสนุน ตามความต้องการแต่ก็ยังไม่เพียงพอเช่น ทางเดินภายในชุมชนชำรุดทรุดโทรมได้แก่ ทางเดินเหนือพื้นน้ำชำรุดรวมทั้งตรอกซอกซอยและแคบ ถนนเข้าออกชุมชนชำรุดและน้ำท่วม การจัดการขยะ การป้องกันอัคคีภัย ฯลฯ และ ”ชุมชนขนาดใหญ่” ได้แก่หมู่บ้านต่างๆที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้แล้ว แต่ยังมีปัญหาบ้างเรื่องที่ต้องการการพัฒนาเช่น การจัดการขยะ ถนนชำรุด น้ำท่วมขัง ไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ การจราจรติดขัดบนเส้นทางหลัก ซึ่งปัญหารถติดเป็นปัญหาในภาพรวมของเขตโดยเส้นทางหลัก “ปัญหาการจราจรติดขัดเนื่องจากปริมาณรถยนต์และการจัดการจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึงโครงสร้างทางวิศวกรรมจราจรที่ทำให้เกิดรถติดคือจุดตัดของถนน ตรงทางขึ้นลงถนนบรมราชชนนีกับถนนในหลวงหรือเรียกว่าถนนลอยฟ้า ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาคือการเพิ่มช่องทาง ช่องทางขึ้นและทางลงให้รถสามารถเข้าสู่ทางคู่ขนานและเส้นทางหลักได้ ฯลฯ”

3.ปลอดอาชญากรรม อาชญากรรมรูปแบบต่างๆเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่และความสงบสุขของชุมชนได้แก่ 3.1 การลักทรัพย์ในรถยนต์ ซึ่งเกิดขึ้นตามตลาดที่ไม่มียามดูแลเพียงพอ 3.2 การลักทรัพย์ในเคหะสถาน เกิดขึ้นตามหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีเส้นทางเข้าออกได้หลายทางและไม่มีการจัดยามคอยดูแลชุมชน ส่วนหมู่บ้านที่สร้างใหม่ราคาแพงมีการจัดการรักษาความปลอดภัยอย่างดี 3.3 การฉ้อโกงทางออนไลน์หรือ Scammer สามารถเข้าถึงเหยื่อได้ทุกหนทุกแห่ง โดยใช้ความกลัวความโลภและความหลงของเหยื่อ แม้มีข่าวเผยแพร่ทางสื่อแต่ก็ยังมีบุคคลหลากหลายวัยที่ยังหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ เป็นหน้าที่ของตำรวจและชุมชนร่วมมือกัน ประชาสัมพันธ์เป็นระยะอย่างต่อเนื่องไม่ให้มีคนหลงเชื่อ ในชุมชนควรมีการประชาสัมพันธ์เสียงตามสายเป็นความรู้ในการป้องกัน ทางตำรวจควรจัดชุดมวลชนสัมพันธ์ แจกแผ่นพับและการเข้าไปให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษาต่างๆ ให้ การป้องกันปราบปรามแก๊งค์ Scammer ต้องเป็นวาระแห่งชาติโดยทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีฐานส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อนบ้านของไทยทั้งกัมพูชา พม่าและลาว โดยการประสานงานกับประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์เกาหลีใต้ ที่มีบทบาทสำคัญดูแลพลเมืองของตนที่ตกเป็นเหยื่อโดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน

“สำหรับประเทศไทย หากเครือข่ายมีความเชื่อมโยงถึงนักการเมืองและข้าราชการก็ต้องสืบสวนจับกุมโดยเด็ดขาดเพื่อไม่ให้นำเงินสีเทามาใช้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งคราวหน้าเพื่อหวังจะกลับมาสู่อำนาจการปกครองประเทศอีกครั้ง ข้อมูลของนักการเมืองไทยปรากฏข้อเท็จจริงจากการรายงานข่าวของต่างประเทศ แต่ผู้มีอำนาจยังละเลยซึ่งถือเป็นการปิดบังความผิดของตัวเองและใช้อำนาจทำให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา”
3.4 ปัญหายาเสพติด ยังมีการแพร่หลายในชุมชนต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของชุมชนที่จะต้องจัดการ สร้างจิตสำนึกของสมาชิกในชุมชน เพื่อไม่ให้มีการเสพและขายยาเสพติดในชุมชนโดยช่วยกันเป็นหูเป็นตาและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้มาจับกุม ไม่ให้มีผู้เสพและผู้ค้าอยู่ในชุมชน โรงเรียนและวัด สำหรับนโยบายระดับชาตินั้นให้ยกเลิกผู้เสพเป็นผู้ป่วยอย่างเด็ดขาดโดยต้องจับกุมและลงโทษผู้เสพด้วยรวมถึงการยกเลิกการปลูกและ จำหน่ายกัญชาไม่ให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย จากการลงพื้นที่ทราบว่ายังมีปัญหาอีกมากที่รอการแก้ไขประชาชนต้องได้ ส.ส.ที่ดีมาช่วยจึงขอเสนอตัวเป็นผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำงานการเมืองในสภาผู้แทนราษฏร.

ผมเชื่อมั่นว่า ตนเองมีความรู้ความสามารถประสบการณ์และคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอในการทำงานการเมืองเพื่อให้เขตเลือกตั้งของผม กรุงเทพมหานครและประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่มีธรรมาภิบาลเป็นหลักยึด..
”ต่อไปนี้ชาวทวีวัฒนา–ตลิ่งชัน จะไม่ว้าเหว่อีกต่อไป ชาวบ้านร้านตลาด เด็ก และคนแก่ จะคึกคักไปด้วยกระแสของนโยบาย การปก ครองส่วนกลาง ตามระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า..การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามความต้องการของชุมชน โดยมีประชาชนในชุมชนนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง..และต่อไปนี้ เสียงของชาวบ้านร้านตลาดจะไม่ใช่“เสียงนกเสียงกา”อีกต่อไป แต่จะเป็นเสียงที่ทรงพลัง ที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาให้ความสนใจ เพราะพวกเราคือเจ้าของพื้นที่ ที่จะเป็นผู้กำนดแนวนโยบายของตนเอง!!
โดย..K.ช็อต

