ทลายแก๊งสแกมเมอร์"King Power Gold"ตุ๋นไทย-เทศ 400 เทรดหุ้น สูญเงิน 300 ล้าน

ตำรวจ ปอศ.ทลายขบวนการ “King Power Gold” อ้างนักเทรดหุ้นระดับโลกชวนลงทุน เหยื่อไทย-เทศหลงเชื่อกว่า 400 ราย สูญเงิน 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ. และ พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ร่วมแถลงผลทลายขบวนการหลอกลงทุนข้ามชาติ ภายใต้ชื่อ “King Power Gold” สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย ประกอบด้วย น.ส.พรพฤหัส อายุ 49 ปี, MR. BRADLEY อายุ 52 ปี สัญชาติอังกฤษ, น.ส.ทองใบ อายุ 37 ปี, น.ส.มนัญชยา อายุ 59 ปี, นางฆัมพร อายุ 55 ปี และ น.ส.ธิดารัตน์ พร้อมของกลางเป็นเอกสารแผนการลงทุนและรายชื่อนักลงทุนจำนวน 13 กล่อง, โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 6 เล่ม, สมุดเช็คเงินสด 4 เล่ม และเช็คเงินสดระบุจำนวนเงินอีก 30 ฉบับ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาเป็นชาย สัญชาติเยอรมัน อีก 1 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุม

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเดือนเม.ย.68 มีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร้องทุกข์ต่อ บก.ปอศ. ว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยแอบอ้างเป็นนักเทรดหุ้นระดับโลก และเปิดบริษัท คิง พาวเวอร์โกลด์ บิสิเนส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บังหน้าสร้างความน่าเชื่อถือ อ้างว่าร่วมลงทุนกับธนาคารชั้นนำของไทย พร้อมเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ ตั้งแต่ร้อยละ 181 – 3,680 ต่อปี

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่าจากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามี น.ส.พรพฤหัส เป็นตัวการหลัก เปิดร้านอาหารและบาร์ในพื้นที่พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ใช้เป็นแหล่งเข้าถึงเหยื่อ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เกษียณอายุและพำนักในประเทศไทย ก่อนตีสนิทชักชวนลงทุน อ้างเป็นโครงการมั่นคง มีการจัดประชุมระดมทุนในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว หรือร้านอาหารในพัทยา หากเหยื่อหลงเชื่อ จะชักชวนเข้ากลุ่ม LINE และแอปพลิเคชัน WhatsApp ส่งตารางปันผลและเอกสารทางการเงินปลอม รวมถึงจัดทำสัญญาที่อ้างว่าเป็น “ประกันการลงทุน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า เมื่อตรวจสอบพบว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงกรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วไป ไม่ใช่ประกันการลงทุนตามที่แอบอ้าง เมื่อถึงเวลาจ่ายผลตอบแทน กลุ่มผู้ต้องหามักบ่ายเบี่ยง อ้างปัญหาระบบธนาคารหรือภาษี และเมื่อผู้เสียหายขอเงินคืน กลับได้รับเช็คค้ำประกันที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ เนื่องจากบัญชีถูกปิดไปแล้ว ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาไม่นำเงินไปลงทุนจริง แต่ใช้วิธีนำเงินจากผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะ แชร์ลูกโซ่ ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อมากกว่า 400 ราย ความเสียหายรวมกว่า 300 ล้านบาท

ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานจนศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการทั้งหมด 7 ราย และสามารถจับกุมได้แล้ว 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและนครราชสีมา โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้บัญชีธนาคารกว่า 100 บัญชี มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก และปลายทางเงินส่วนใหญ่ถูกถอนออกเป็นเงินสด เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” พร้อมเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและผู้เสียหายเพิ่มเติมต่อไป

.

