เกษตรกรชาวตรังโค่นต้นปาล์มปลูกกะหล่ำปลีพืชเมืองหนาวได้ผลดีไม่พอขาย

ตรัง-เกษตรกรชาวนาโต๊ะหมิง ปลูกกะหล่ำปลี พืชเมืองหนาวได้ผลดีไม่พอขายตรุษจีน ปลอดสาร หัวโต น้ำหนักดี ปีหน้าวางแผนใหม่เตรียมปลูกเต็มพื้นที่ประมาณ 3,000 ต้น และเพิ่มเติมจะปลูกกะหล่ำดอกด้วย
ที่ศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นาอารยเกษตร หรือ สวนเจ้าจอม หมู่ที่ 6 ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง นายสุเทพ พลฤทธิ์ และนางเมตตา พลฤทธิ์ สองสามีภรรยาที่ยึดอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี2564 โดยโค่นต้นปาล์มน้ำมันทิ้งประมาณ 5 ไร่ ปรับพื้นที่เป็นโคก หนอง นา อารยเกษตร จำนวน 3 ไร่ ในการปลูกพืชผักหลายชนิด มีการขุดสระน้ำ เลี้ยงปลา และทำเป็นคลองไส้ไก่ ดึงน้ำไปใช้หมุนเวียนในพื้นที่

ตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น สามารถเก็บผลผลิตขายได้อย่างต่อเนื่อง มีการปลูกพืช 5 ระดับ ต้นไม้สูง (ไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ยาง) ไม้กลาง ( ผลไม้ ) ไม้เตี้ย ( พืชผักสวนครัว) ไม้เรี่ยดิน ( สัปปะรด ผักขูด ข่า ตะไคร้ และไม้ใต้ดิน ( กินหัว ) ล่าสุด ได้หันมาทดลองปลูกกะกล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาวต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 โดยปีแรก พ.ศ.2567 ปลูกประมาณ 100 ต้น ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ต้นเจริญเติบโตดี ให้น้ำหนักดี ต่อมาในปี 2568 เมื่อเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายน 2568 ก็เริ่มปลูกเป็นปีที่ 2 รวมประมาณ 350 ต้น ทั้งปลูกลงดินและปลูกในกระถาง ซึ่งกำลังให้ผลผลิตอยู่ในขณะนี้
ปรากฏว่ามีลูกค้าสั่งจองข้ามปีมาตั้งแต่เริ่มต้นเพาะเมล็ด และปลูก จะสามารถตัดขายได้ทั้งหมดในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ และไม่เพียงพออีกเช่นกัน เพราะปลูกแบบปลอดภัยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ใช้ปุ๋ยเคมีในระยะเริ่มต้นปลูกเท่านั้น หลังจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยคอก มูลวัว มูลหมู มูลไก่ และแกลบผสมกัน หมั่นดูแลต้นกำจัดหนอนและแมลง ในการตัดขายจะไม่ตัดถึงโคนต้น แต่จะเว้นโคนต้นมาถึงก้านใบ เพื่อให้สามารถแตกเป็นต้นแขนงไว้ขายต่อเป็นรอบที่ 2 ต่อจากหัว ทำให้ต้นกะหล่ำปลี 1 ต้น มีรายได้ 2 รอบคือ ขายหัว และขายแขนง ส่วนใบล่างสามารถโยนลงสระเลี้ยงปลาต่อไป

ทั้งนี้ ทั้ง นายสุเทพ และนางเมตตา พลฤทธิ์ สองสามีภรรยา กล่าวว่า เริ่มทดลองปลูกกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว ปีแรกปลูกประมาณ 100 ต้น ไม่พอขาย ปีนี้จึงปลูกเพิ่มประมาณ 305 ต้น โดยวางแผนการปลูกเมื่อเข้าสู่หน้าหนาวของภาคใต้ คือ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าได้ผลดีใช้เวลาสั้นประมาณ 2 เดือนเศษ ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ น้ำหนักดี หัวใหญ่สุดประมาณกว่า 2 กก. แต่ส่วนใหญ่ตัดตั้งแต่หัวประมาณ 1 -1.5 กก. เพราะลูกค้าจองคิว ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่จะจองหมด ราคาขายเป็นกก.ๆละ 40 บาท เท่ากับปีที่แล้ว เพราะลูกค้าก็เป็นชาวบ้านในพื้นที่ และญาติพี่น้อง
หากขายเป็นหัวไม่ต้องชั่งหัวละ 50 บาท และจะตัดเว้นโคนต้นนับตั้งแต่ถึงก้านใบปล่อยไว้อีกประมาณ 10-20 วัน ก็สามารถเก็บเป็นยอดแขนงขายได้ราคากก.ละ 70 บาท โดยปีหน้าวางแผนไว้ว่าจะปลูกให้เต็มพื้นที่ตามเส้นทางคลองไส้ไก่คงได้ประมาณ 3,000 ต้น และจะปลูกกะหล่ำดอกด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อปลูกกะหล่ำปลีได้ผล กะหล่ำดอกก็จะต้องได้ผล เพราะเป็นพืชเมืองหนาวเหมือนกัน

นอกจากนั้นยังมีการแบ่งพื้นที่ทดลองปลูกต้นหอม ผักชีไว้ด้วย ซึ่งหากได้ผลดีก็จะปลูกเช่นกัน เชื่อมั่นว่าพื้นที่ภาคใต้ก็สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ เพียงแต่ต้องวางแผนจัดวางระบบน้ำให้ดี ลูกค้ามั่นใจ เพราะสามารถมาดูที่แปลงได้ว่าปลูกแบบปลอดภัยไร้สารเคมีใดๆ

