ชวนทบทวนมโนทัศน์ LGBTIQAN+ กับการใช้งานในแวดวงวิชาการไทย

บทนำ: จากธงสีรุ้งสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้
เดือนมิถุนายนของทุกปีคือช่วงเวลาแห่ง “Pride Month” ที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ ปีนี้ประเทศไทยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่และได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ภายใต้ธงสีรุ้งเดียวกันนั้น เราเห็นทั้งความภาคภูมิใจและเสียงสะท้อนของความรู้สึกแปลกแยกจากบางกลุ่มในชุมชน LGBTIQAN+ โดยเฉพาะคนข้ามเพศ นอนไบนารี่ หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ หรือเมืองท่องเที่ยว เสียงเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความแตกแยก แต่ชวนให้เราทบทวนว่า “ความหลากหลาย” ไม่ควรถูกทำให้เป็นภาพแทนแบบเดียว เพราะเมื่อใดที่เราพยายามนิยามความหลากหลายด้วยกรอบเดียว เมื่อนั้นเราก็อาจสร้างกรอบใหม่ขึ้นมาครอบคนอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ในแวดวงวิชาการไทยเองก็มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้คำเรียกกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ เช่น “เพศนอกขนบ” หรือ “นอนไบนารี่” ซึ่งต่างมีเจตจำนงดีในการเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลาย แต่ก็มีข้อถกเถียงว่าการใช้คำเหล่านี้ในลักษณะเหมารวมอาจสร้างความย้อนแย้งเชิงมโนทัศน์ได้เช่นกัน - รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ข้อถกเถียงเรื่อง “เพศนอกขนบ”
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แวดวงสตรีศึกษาและเพศวิถีศึกษาในไทยมีความพยายามสร้างคำใหม่เพื่ออธิบายความหลากหลายทางเพศ เช่น “เพศนอกขนบ” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดเควียร์ (Queer) ที่ต้องการท้าทายจารีตและโครงสร้างอำนาจทางเพศ คำนี้มีคุณูปการสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้สังคมไทยมองเห็นสิ่งที่เคยถูกมองว่า “ผิดปกติ” และช่วยลดการพึ่งพาการทับศัพท์จากภาษาอังกฤษโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำว่า “เพศนอกขนบ” ถูกใช้เป็นคำนามรวมเพื่อเรียกประชากรทั้งหมดในกลุ่ม LGBTIQAN+ ก็อาจทำให้ความหลากหลายภายในชุมชนถูกมองข้ามโดยไม่ตั้งใจ เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์และเจตจำนงที่แตกต่างกัน บางคนต้องการขัดขืนต่อขนบ แต่บางคนเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยภายใต้ขนบเดิม
ในเชิงทฤษฎี นักคิดอย่างมิเชล ฟูโกต์เคยเตือนว่า การจัดหมวดหมู่ทางเพศอาจกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจในการควบคุมและนิยามตัวตน เมื่อเรานำคำว่า “เพศนอกขนบ” ไปใช้เรียกทุกคนในกลุ่ม LGBTIQAN+ คำนี้อาจสูญเสียความลื่นไหลซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิดเควียร์ และกลายเป็น “กล่องใบใหม่” ที่จำกัดเสรีภาพในการนิยามตนเองโดยไม่ตั้งใจ
อีกทั้งยังเกิดความตึงเครียดระหว่างเจตจำนง “นอกขนบ” กับเจตจำนง “หลอมรวม” เพราะในความเป็นจริง คนหลากหลายทางเพศจำนวนมากต้องการเข้าถึงสิทธิ์ในสถาบันครอบครัว การแต่งงาน การมีบุตร และการรับรองจากรัฐ การเหมารวมว่าพวกเขาทั้งหมดคือ “เพศนอกขนบ” จึงอาจทำให้เรามองข้ามความหลากหลายภายในชุมชนที่ยังมีคนจำนวนมากต้องการอยู่ร่วมในขนบโดยไม่ถูกผลักออกไป
นอกจากนี้ การใช้คำว่า “เพศนอกขนบ” ยังอาจผลิตซ้ำระบบคู่ตรงข้าม (Binary Opposition) โดยไม่ตั้งใจ เพราะเมื่อมี “เพศนอกขนบ” ก็ย่อมมี “เพศในขนบ” ที่ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของความปกติ การใช้คำนี้ในลักษณะเหมารวมจึงอาจตอกย้ำความแตกต่างแทนที่จะรื้อถอนมันออกไป
ข้อถกเถียงเรื่อง “นอนไบนารี่”
อีกแนวโน้มหนึ่งคือการใช้คำว่า “นอนไบนารี่” เพื่อเรียกกลุ่ม LGBTIQAN+ ทั้งหมด โดยมองว่าทุกคนอยู่นอกระบบสองเพศ แต่ในทางทฤษฎีและข้อเท็จจริง คำนี้มีความหมายเฉพาะเจาะจงกว่ามาก เพราะ “นอนไบนารี่” หมายถึงบุคคลที่ไม่ระบุอัตลักษณ์เพศว่าเป็นชายหรือหญิง ในขณะที่ LGB หมายถึงรสนิยมทางเพศ การใช้คำนี้ครอบคลุมทุกกลุ่มจึงอาจทำให้เกิดความสับสนระหว่าง “รสนิยมทางเพศ” กับ “อัตลักษณ์เพศภาวะ” และลดทอนความซับซ้อนของตัวตนมนุษย์
ในเชิงประจักษ์ คนหลากหลายทางเพศจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธระบบสองเพศ เช่น เกย์และเลสเบี้ยนส่วนใหญ่ยังคงนิยามตนเองว่าเป็นชายหรือหญิง เพียงแต่มีรสนิยมรักเพศเดียวกัน ส่วนคนข้ามเพศจำนวนมากต้องการเปลี่ยนเพศอย่างสมบูรณ์เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ภายในของตน การเหมารวมว่าทุกคนเป็น “นอนไบนารี่” จึงอาจเป็นการลบตัวตนของคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในการเป็นชายหรือหญิงตามที่ตนเลือก
ในเชิงประวัติศาสตร์ แนวคิด “นอนไบนารี่” เพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลังสมัยใหม่ (Late Modernity) และไม่ได้เป็นแนวคิดหลักของขบวนการเควียร์ยุคแรก เช่น การต่อสู้ในเหตุการณ์ Stonewall Riots ปี 1969 ที่เน้นสิทธิในการรักและการมีตัวตนในฐานะมนุษย์ที่แตกต่าง การนำแนวคิดยุคหลังไปสวมทับอดีตจึงอาจทำให้เรามองข้ามบริบททางประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิทางเพศ
ภาษาคือพื้นที่แห่งความเข้าใจร่วม
เมื่อเราพูดถึง “ความหลากหลายทางเพศ” เราไม่ได้พูดถึงเพียงอัตลักษณ์หรือรสนิยม แต่กำลังพูดถึงสิทธิในการมีตัวตนของมนุษย์ทุกคนในสังคมเดียวกัน การถกเถียงเรื่องคำว่า “เพศนอกขนบ” หรือ “นอนไบนารี่” จึงไม่ใช่การแบ่งฝ่ายว่าใครถูกหรือผิด หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าภาษาและมโนทัศน์ที่เราใช้มีพลังในการสร้างความเข้าใจ หรือในบางครั้งก็อาจสร้างกำแพงโดยไม่ตั้งใจ
การแสวงหาคำใหม่เพื่ออธิบายความหลากหลายทางเพศถือเป็นความพยายามที่มีคุณค่าทางวิชาการไทย เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเปิดพื้นที่ให้เสียงที่เคยถูกกดทับได้มีที่ยืน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้คำเหล่านั้นกลายเป็น “กรอบใหม่” ที่จำกัดความหมายของความหลากหลายเสียเอง
การใช้คำว่า “เพศนอกขนบ” มีพลังทางการเมืองและวัฒนธรรมในการท้าทายบรรทัดฐานที่เคยกดทับผู้คน แต่หากใช้ในลักษณะเหมารวม ก็อาจทำให้เรามองข้ามความแตกต่างภายในชุมชน LGBTIQAN+ ที่มีทั้งผู้คนที่ต้องการขัดขืนต่อขนบ และผู้คนที่ต้องการอยู่ร่วมในขนบอย่างปลอดภัยโดยไม่ถูกผลักออกไป ในทำนองเดียวกัน การใช้คำว่า “นอนไบนารี่” เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มก็อาจลดทอนความซับซ้อนของตัวตนมนุษย์ที่มีทั้งมิติทางรสนิยมและอัตลักษณ์เพศภาวะที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือ การยอมรับว่าความหลากหลายไม่จำเป็นต้องมีคำเดียวที่ครอบคลุมทุกคน เพราะความงดงามของมนุษย์อยู่ที่ความแตกต่างและการเคารพซึ่งกันและกัน การสื่อสารเรื่องเพศในสังคมไทยจึงควรมุ่งไปสู่การสร้าง “พื้นที่แห่งความเข้าใจร่วม” ที่ทุกคนสามารถพูดถึงตัวตนของตนเองได้โดยไม่ถูกตัดสิน
บทสรุป
ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจนี้ เราอาจใช้โอกาสนี้ทบทวนว่า “ภาษาที่เราเลือกใช้” สามารถเปิดพื้นที่ให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายได้อย่างไร การพูดถึงความหลากหลายทางเพศไม่ใช่การแบ่งแยก แต่คือการยืนยันว่า “ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวของตัวเอง” — และนั่นคือหัวใจของ Pride Month อย่างแท้จริง
เมื่อเรามองความหลากหลายด้วยสายตาแห่งความเข้าใจ เราจะเห็นว่าธงสีรุ้งไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง แต่คือการเชื้อเชิญให้เรายอมรับความแตกต่างในทุกมิติของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเพศ รสนิยม หรือวิถีชีวิต การเปิดพื้นที่ด้วยภาษาให้ทุกคนได้มีตัวตน และได้อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม คือสิ่งที่ทำให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีและความหวัง

