‘อนุทิน’ ปลุกไทย-อินโดฯ เปลี่ยนคู่ค้าเป็นหุ้นส่วนร่วมสร้าง ดันอาเซียนสู้วิกฤตโลก

‘อนุทิน’ ปลุกไทย-อินโดฯ เปลี่ยนคู่ค้าเป็นหุ้นส่วนร่วมสร้าง ดันอาเซียนสู้วิกฤตโลก





Image
ad1

ที่โรงแรมแฟร์มอนต์ จาการ์ตา (Fairmont Jakarta) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia–Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) ท่ามกลางผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจากทั้งสองประเทศกว่า 300 คน

ภายในงานมีนายบูดี ซันโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย นายฮาซิม โจโยฮาดีคุสุโม ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายกรัฐมนตรีประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยและอินโดนีเซียต้องก้าวข้ามสถานะ “คู่ค้า” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ที่เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวน

พร้อมกล่าวขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมกันสร้างเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดเป็นโครงการลงทุนที่เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและอินโดนีเซียมีศักยภาพที่จะเชื่อม “แผ่นดินใหญ่” กับ “หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่อินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเลของภูมิภาค

พร้อมเปิดเผยว่า จากการหารือกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องเร่งสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” โดยไทยและอินโดนีเซียต้องร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาค

“ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกามีความชัดเจน เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันไทยและอินโดนีเซียมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าขยายเป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ทั้งสองประเทศมีประชากรรวมกันมากกว่า 350 ล้านคน ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของทั้งสองประเทศจะไม่หยุดอยู่เพียงการค้า แต่ต้องต่อยอดไปสู่การลงทุนร่วม การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเสนอกรอบความร่วมมือสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

  • ความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและระบบรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดโลก
  • โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี พร้อมต่อยอดความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air
  • การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือของธนาคารไทยในอินโดนีเซีย เชื่อมระบบการชำระเงิน PromptPay กับ QRIS และผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน
  • พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานแห่งอนาคต รองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซียในอนาคต จะต้องวัดจาก “สิ่งที่ร่วมกันสร้าง” มากกว่าตัวเลขทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน และอาเซียนที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น

“ขอให้เวทีแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่ประชาชนของทั้งสองประเทศสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้านภาคเอกชนไทยและอินโดนีเซียต่างแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี พร้อมสนับสนุนการผลักดันความร่วมมือทุกมิติ โดยเฉพาะเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาคธุรกิจทั้งสองประเทศเห็นพ้องว่า ความร่วมมือในระดับรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทยและอินโดนีเซีย เสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอาเซียน และเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคในเวทีโลก

นอกจากนี้ ภาคเอกชนอินโดนีเซียยังมองว่า จุดแข็งร่วมของทั้งสองประเทศอยู่ที่อุตสาหกรรมฮาลาล ความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล (Digital Connectivity) และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME และขยายโอกาสทางธุรกิจไปสู่ตลาดนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคต