ทลายแก๊งเงินบุญ หลอก “ลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000” เงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น กก.3 บก.ป. พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. และตำรวจน้ำ ส.รน.2 กก.6 บก.รน.ได้ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย ได้แก่ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย ได้แก่ 1. นางกาญจนา อายุ 57 ปี 2. นางสาวพรพรรณ อายุ 40 ปี 3. นางสาวจิรวดี อายุ 56 ปี 4. นางสาวศุภากร อายุ 49 ปี 5. นางธัญมน อายุ 64 ปี 6. นายณัฐศักดิ์ อายุ 56 ปี 7. นางปราณี อายุ 44 ปี 8. นางลำไย อายุ 59 ปี 9. นางวรวิทย์ อายุ 62 ปี 10. นางจิราพร อายุ 65 ปี 11. นายปฐวี อายุ 39 ปี

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่มีการสมคบกัน”

สิ่งของตรวจยึด 1.รถยนต์ จำนวน 4 คัน 2.รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน 3.โฉนดที่ดิน จำนวน 22 ฉบับ 4.อาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ จำนวน 3 กระบอก 5.โทรศัพท์มือถือจำนวน 21 เครื่อง 6.โน๊ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง 7.Ipad จำนวน 1 เครื่อง 8. สร้อยคอทองคำ, สร้อยข้อมือ จำนวน 4 เส้น 9.สมุดบัญชีธนาคารจำนวน 110 เล่ม 10.บัตรจำนวน ATM/บัตรกดเงินสด จำนวน 12 ใบ และของกลางอื่น ๆ อีกจำนวน 206 รายการ มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายปี 2568 ได้มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายรายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวกันเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. กรณีถูกหลอกลวงชักชวนให้ร่วมลงทุนโครงการที่เรียกว่า “เงินบุญ” อ้างผลตอบแทนสูงกำไรหลายเท่าตัว ภายใต้โครงการ “1,000 บาทแลก 1,000,000 บาท” สร้างความน่าเชื่อถือโดยการแอบอ้างโครงการหลวงฯ งัดสารพัดมุกหลอกโอนเงินหมดตัวสุดท้ายไม่ได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

จากการสืบสวนทราบว่า ขบวนการดังกล่าวเป็นเครือข่ายหลอกลวงประชาชนในลักษณะอย่างเป็นระบบมีการแบ่งหน้าที่กันทำ สร้างสตอรี่แอบอ้างโครงการสำคัญต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นโครงการที่ถูกต้อง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญของประเทศ โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้แอปพลิเคชันไลน์เป็นช่องทางหลักในการติดต่อจัดตั้งกลุ่มในชื่อ “ลงทุนเงินบุญ” และเปิดหลายกลุ่มควบคู่กัน มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่ม เปิด–ปิดกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง ภายในกลุ่มมีการจัดประชุม ผ่านเสียงและข้อความ เพื่อชักจูง กดดัน และเร่งเร้าสมาชิกให้ร่วมลงทุนอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ เช่น ลงทุน 1,000 บาท ภายใน 1 เดือนจะได้ค่าตอบแทนสูงถึง 1 ล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายผลตอบแทน กลับอ้างเหตุขัดข้องและเปิด “โปรโมชั่นใหม่” หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องส่งเงินเพื่อรักษาสถานะบัญชี หากไม่โอนเงินตามที่กำหนดจะถูกตัดชื่อออกจากกลุ่ม ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินซ้ำหลายครั้ง

เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ กลุ่มผู้ต้องหาจะให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้ พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะเร่งด่วน เช่น “งานด่วน งานลับ งานช่วยผู้ใหญ่” กำหนดเวลาจำกัด หากไม่ร่วมลงทุนจะเสียโอกาส หรือไม่ได้รับเงินคืน หากผู้เสียหายตั้งข้อสงสัย จะถูกลบออกจากกลุ่มหรือบล็อกการติดต่อทันที และเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงิน กลุ่มผู้ต้องหาจะอ้างอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อเลื่อนกำหนด พร้อมเปิด “โปรใหม่” หลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังแอบอ้างว่าเงินที่ระดมได้เป็นเงินค่าตอบแทนจากรัฐบาล หรือเป็นเงินที่ต้องใช้ดำเนินการนำเงินจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศกลับเข้าประเทศไทย โดยอ้างว่าจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานสำคัญ เช่น ศาลโลก กระทรวงการต่างประเทศ และศาลไทย

กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบและชัดเจน ตั้งแต่แกนนำ แกนนำย่อย เลขานุการจัดการประชุม ฝ่ายการเงิน ไปจนถึงฝ่ายกดดัน เจรจา และข่มขู่ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถอนตัวหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้งยังบังคับให้ผู้เสียหายชักชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมลงทุน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องโอนเงินก่อนจึงจะได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม ลักษณะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นขบวนการอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีนางกาญจาฯ นางพรพรรณฯ และนายปฐวีฯ เป็นแกนนำและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลักและบุคคลอื่น ๆ ตามหน้าที่ในขบวนการ ที่น่าสลดใจคือ กลุ่มขบวนการนี้มุ่งเป้าไปที่ “ผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุราชการ” ซึ่งมีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต หลายรายสูญเสียเงินหลักล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการลงทุนใด ๆ เกิดขึ้นเงินทั้งหมดถูกโอนหมุนเวียนภายในเครือข่ายและนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและแปลสภาพเป็นไปเป็นทรัพย์สินอื่น

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการ พบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์รับโอนเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ก่อนจะโอนต่อภายในเครือข่าย เพื่อกระจายและซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นนำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งรถยนต์หรู ที่ดิน และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ ในลักษณะปกปิดอำพรางที่มา อันเป็นพฤติการณ์ของการกระทำความผิดอย่างเป็นขบวนการ
การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 - 2564 มีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายเฉพาะที่แจ้งความดำเนินคดีแล้วรวมกว่า 6.5 ล้านบาท และขณะนี้ยังมีผู้เสียหายเพิ่มเติมที่อยู่ระหว่างแจ้งความร้องทุกข์และยังตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อขบวนการนี้อยู่ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

อีกประมาณ 30 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และน่าเชื่อว่าจะมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมอีกหลายราย ขณะเดียวกันทำการตรวจสอบบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่า มีเงินหมุนเวียนรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา กินอยู่สุขสบาย สวนทางกับความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่สูญเสียเงินเก็บบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องหายังคงมีพฤติการณ์กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อฟอกเงิน นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งนี้ ทำการตรวจสอบประวัติของกลุ่มผุ้ต้องหาพบว่าหลายรายเคยมีประวัติการกระทำความผิด อาทิคดีทำร้ายร่างกาย, ร่วมกันฉ้อโกง, พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เป็นต้น

จนกระทั่งเช้าวันที่ 29 ม.ค.2569 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. และตำรวจน้ำ ส.รน.2 กก.6 บก.รน. นำกำลังเข้าตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม, จ.สิงห์บุรี, จ.ปทุมธานี, จ.นนทบุรี และจ.สุราษฎร์ธานี ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 11 ราย พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิด จำนวนกว่า 206 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 250 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก อาวุธปืน เอกสารสำคัญ และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

จากการสอบถามผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของขบวนการ ให้การรับสารภาพว่า ได้เข้าร่วมโครงการ “เงินบุญ” ตั้งแต่ปี 2551 ต่อมาเมื่อทราบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้จริง จึงได้อาศัยวิชาความรู้เทคนิคจากการเข้าฟังสัมมนาโดยเมื่อก่อนจะจัดในฮอลล์อย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาปี 2560 เริ่มใช้วิธีการแอบอ้างบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ไปต่างประเทศคุยเรื่องหุ้นโดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยเงินสนับสนุนค่าใช้จ่าย,ค่าเดินทาง โดยให้ช่วยกันระดมทุนเพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนตามที่เสนอ ทั้งนี้ เหยื่อส่วนใหญ่ยังคงโอนเงินเข้าร่วมโครงการต่อไป เนื่องจากเสียดายเงินที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้า และเชื่อคำชักชวนให้กำลังใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกส่งต่อไปยังหัวสายหรือแกนนำของขบวนการ

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ บางส่วนยังให้การปฏิเสธ

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยเฉพาะการลงทุนที่แอบอ้างบุคคลสำคัญ หน่วยงานของรัฐ โครงการลับ หรือโครงการพิเศษใด ๆ ซึ่งมักใช้ถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อ อาทิ ลงทุนง่าย รายได้งาม กำไรหลายเท่าตัว เพื่อหลอกล่อให้โอนเงิน ขอให้ระมัดระวังกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้กลอุบายชักชวนลงทุนในลักษณะ “เงินบุญ” หรือ “โครงการพิเศษ” โดยมักสร้างความน่าเชื่อถือ ทำทีจ่ายผลตอบแทนในระยะแรก ก่อนใช้สารพัดวิธีเร่งรัด กดดัน อ้างความเร่งด่วน หรืออ้างว่าเป็นโครงการลับ เพื่อหลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนผู้เสียหายสูญเสียเงินทั้งหมด

ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงิน อย่าหลงเชื่อคำอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ และอย่าถูกหลอกด้วยการอ้างชื่อบุคคลสำคัญหรือหน่วยงานของรัฐ หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือเชื่อว่าอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

