คลื่นผู้ชุมนุมหลายล้านคนทั้งในสหรัฐ-ต่างแดน รวมพลังต่อต้าน"ทรัมป์"ทำสงครามอิหร่าน

กลุ่มฝูงชนหลายล้านคนเดินขบวนทั้งในสหรัฐฯและต่างแดนเมื่อวันที่ 28มี.ค.ที่ผ่านมาเพื่อต่อต้านประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" แสดงความขุ่นเคืองต่อสิ่งสไตล์การปกครองเผด็จการของผู้นำรายนี้ นโยบายผู้อพยพที่แข็งกร้าวและการทำสงครามกับอิหร่าน
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึงปี ที่อเมริกันชนไหลบ่าลงสู่ท้องถนน ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวรากหญ้าที่เรียกว่า "No Kings" ซึ่งส่งเสียงและแสดงออกต่อต้านทรัมป์อยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่เขาเริ่มดำรงแหน่งประธานาธิบดีสมัย 2 ในเดือนมกราคม 2025

แกนนำคาดหมายว่าจะมีผู้ชุมนุมหลายล้านคนไหลบ่าสู่ท้องถนนตามเมืองขนาดใหญ่และเมืองขนาดเล็ก ประท้วงต่อต้านสิ่งต่างๆไล่ตั้งแต่การจู่โจมจับกุมคนเข้าเมือง ราคาข้าวของที่พุ่งทะยาน ไปจนถึงการทำสงตรมกับอิหร่าน ที่ ทรัมป์ เปิดศึกเคียงข้างอิสราเอล
ที่นิวยอร์ก เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอเมริกา ผู้คนหลายหมื่นรายออกมาเดินขบวนประท้วงค่อยๆทยอยกันออกมา ไล่ตั้งแต่แอตแลนตาไปจนถึงชิคาโก เช่นเดียวกับที่เมืองเวสต์บลูมฟิลด์ รัฐมิชิแกน ประชาชนฝ่าอากาศหนาวเหน็บอุณภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ออกมาชุมนุม ส่วนในกรุงวอชิงตัน เมืองหลวงของประเทศ บรรดาผู้ประท้วงหลายพันคน บางส่วนชูป้ายข้อความว่า "ทรัมป์ ต้องออกไปเดี๋ยวนี้" และ "ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์" หลั่งไหลกันไปยังอุทยานเนชันแนล มอลล์

"เขาเอาแต่โกหก โกหก โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีใครพูดอะไร ดังนั้นเราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก" โรเบิร์ด เปโวเซวิช ผู้เกษียณอายุวัย 67 ปีบอกกับเอเอฟพี ทั้งนี้
บรรยากาศแห่งการต่อต้านทรัมป์ยังไหลทะลักออกไปนอกเขตแดนของสหรัฐฯ มีการชุมนุมตามเมืองต่างๆของยุโรปเช่นกัน ในนั้นรวมถึงอัมสเตอร์ดัม, มาดริด และกรุงโรม โดยประชาชนกว่า 20,000 คนเดินขบวนภายใต้การดูแลของตำรวจจำนวนมาก
การประท้วงทั่วประเทศ "No Kings" ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ในวาระครบรอบวันเกิดอายุ 79 ปีของทรัมป์ ซึ่งตรงกันพอดีกับพิธีสวนสนามที่เขาจัดขึ้นในวอชิงตัน คราวนั้นมีประชาชนหลายล้านคนออกมา ไล่ตั้งแต่นิวยอร์ก ไปจนถึง ซานฟรานซิสโก

ส่วนครั้งที่ 2 มีขึ้นในเดือนตุลาคม คาดหมายว่าดึงดูดผู้ประท้วงออกมาประมาณ 7 ล้านคน ตามคำกล่าวอ้าวของแกนนำ
เป้าหมายของการประท้วงในวันเสาร์(28มี.ค.) คือดึงดูดผู้ชุมนุมออกมามากกว่าเดิม ในขณะที่คะแนนนิยมของทรัมป์ดำดิ่งต่ำกว่า 40% ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้พรรครีพับลิกันของเขาเสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร

