กรมศุลกากรร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดผลงานการปราบปราม บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดต ผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.30 น. นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พลตำรวจโท กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมแถลงผลงานการปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดต ผิดกฎหมาย มูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท ณ ห้องโถง อาคาร 1 กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้เข้มงวดการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) และสารเอโทมิเดต อย่างเป็นระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค. 2568 - พ.ค. 2569) กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดบุหรี่ได้ถึง 49,064,878 มวน รวมมูลค่าของกลางกว่า 225 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ 548,577 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางกว่า 71 ล้านบาท ก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวน 140,200 กระบอก คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท และสารเอโทมิเดต ปริมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 18 ล้านบาท

ในเดือนเมษายน 2569 กรมศุลกากรได้มีการตรวจยึดกรณีสำคัญโดยสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า ต้นทางประเทศจีน พบสินค้าไม่ได้สำแดง เป็นบุหรี่ไฟฟ้าครบชุดสมบูรณ์ จำนวน 52,000 ชิ้น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 100 แกลลอน มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท จากการตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว พบว่าผู้กระทำความผิดได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยใช้วิธีนำเข้าในลักษณะ“แยกชิ้นส่วน” อาทิ ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ หัวพอด สำลี น้ำยา บรรจุภัณฑ์ โดยสำแดงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้าอื่น ๆ ทั่วไป รวมทั้งลักลอบนำเข้ามาพร้อมกับสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ นอกจากการซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์แล้ว จากการบูรณาการกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากรยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น การจัดส่งผ่านพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการลักลอบนำเข้าผ่านแนวชายแดน แล้วนำมารวบรวมเพื่อประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จรูปและใส่บรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อจำหน่ายต่อไป

นอกจากนี้หน่วยสืบสวนปราบปรามสงขลา สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ได้เข้าตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน 52,742 ชิ้น มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท รวมถึงสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้โดยสารชาวไทย จำนวน 3 ราย เดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 21 เครื่อง และไส้บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 165,600 มวน มูลค่ากว่า 9 แสนบาท ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวถือเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ประกอบพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

สำหรับบุหรี่มวนผิดกฎหมาย กรมศุลกากรได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า รูปแบบพฤติการณ์การลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายในปัจจุบันเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่งตรงถึงผู้บริโภคมากขึ้น กรมศุลกากรจึงได้ปรับแผนการเฝ้าระวังให้สอดคล้องกับสถานการณ์และนำเทคโนโลยี x-ray มาช่วยในการตรวจสอบ โดยสำนักงานศุลกากรกรุงเทพได้เข้าตรวจสอบ ณ ศูนย์ไปรษณีย์ด่วนพิเศษกรุงเทพ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคัดแยกและกระจายพัสดุทั่วประเทศ พบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยว่าเป็นบุหรี่ต่างประเทศลักลอบนำเข้าได้กว่า 4,000 หีบห่อมีต้นทางจากจังหวัดในภาคใต้ และมีพฤติการณ์ปิดบังอำพรางโดยใช้สิ่งอื่นห่อหุ้มของเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยึดกรณีสำคัญโดยด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสงขลา และหน่วยสืบสวนปราบปรามสงขลา สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เข้าตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และตรวจยึดบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศที่มิได้ปิดอากรแสตมป์และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 14,028 คอตตอน (จำนวน 2,805,520 มวน) มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดฐานนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและเป็นของต้องกำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

ขณะเดียวกันกรมศุลกากรได้มีการบูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยานนานาชาติ (AITF) ตรวจยึด "สารเอโทมิเดต" (Etomidate) จำนวนกว่า 28 กิโลกรัม ต้นทางอินเดีย และขยายผลจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 7 ราย พร้อมอุปกรณ์สำหรับผลิตน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และพอดน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่มีส่วนผสมของสารเอโทมิเดตกว่าพันชิ้น การสืบสวนและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องหา 4 ราย มีประวัติการลักลอบนำเข้าสารเอโทมิเดตเข้ามาในราชอาณาจักรหลายครั้ง และอีก 3 ราย เป็นผู้สั่งการและผู้ร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าสารเอโทมิเดต เพื่อนำไปผสมกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า น้ำมันอวกาศ (Space oil) หรือ บุหรี่ซอมบี้ (Zombie drug) ซึ่งเป็นสารเสพติดอันตรายรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ถือเป็นความผิดฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ประกอบพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

ทั้งนี้ เช่นเดียวกันกับสินค้าประเภทก๊าซหัวเราะ ซึ่งผู้กระทำความผิดได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบนำเข้า โดยปัจจุบันนำเข้ามาในลักษณะบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เช่น หลอดหรือกระป๋องขนาดย่อม แทนการนำเข้าในถังขนาดใหญ่เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 – เดือนเมษายน 2569
กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้ตรวจยึด ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดก๊าซปริมาณรวม 135,936 กระบอก มูลค่าของกลางกว่า 24 ล้านบาท ซึ่งสินค้าดังกล่าวจัดเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items) ซึ่งโดยปกติมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในทางการแพทย์หรืออุตสาหกรรมอาหาร แต่ปัจจุบันพบการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อสันทนาการ (การสูดดม) อันอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อระบบประสาทและสุขภาพของประชาชน ดังนั้น การนำเข้าก๊าซไนตรัสออกไซด์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นความผิดฐานนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรมีความห่วงใยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกท่านตระหนักถึงภัยอันตรายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และก๊าซหัวเราะ ที่มีสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะสารเอโทมิเดตที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
สำหรับก๊าซหัวเราะแม้จะถูกนำไปใช้ในทางการแพทย์หรืออุตสาหกรรม แต่หากนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะเพื่อการสันทนาการอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบประสาทและสมอง รวมถึงเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ กรมศุลกากรจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุนสินค้าดังกล่าว และช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบการลักลอบนำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป