ตำรวจท่องเที่ยวภาค 3 บุกทลาย "ทัวร์เถื่อน"ลอบจัดทริปนอกหลังถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ตำรวจท่องเที่ยวภาค 3 บุกทลาย "ทัวร์เถื่อน"ลอบจัดทริปนอกหลังถูกเพิกถอนใบอนุญาต





Image
ad1

เจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 1 ร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 บุกรวบขบวนการลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย หลังพบพฤติกรรมโฆษณาขายแพ็กเกจทัวร์ต่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ถูกยกเลิกใบอนุญาตไปแล้วกว่าหนึ่งปี

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสนธิกำลังระหว่าง สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 1 และ ตำรวจท่องเที่ยว (กก.2 บก.ทท.3) หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบจัดนำเที่ยวในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า “บุณยนุชทราเวล” ซึ่งมีการโฆษณาหาลูกค้าผ่านทาง Facebook เชิญชวนท่องเที่ยวประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ แบบ 5 วัน 4 คืน

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลลึกของกรมการท่องเที่ยว พบว่า "บุณยนุชทราเวล" โดยมี นางสาวบุณยนุช วิธานธีรกุล เป็นผู้ดำเนินกิจการ เคยได้รับใบอนุญาตเลขที่ 42/00451 แต่สถานะปัจจุบันพบว่า ถูกยกเลิกใบอนุญาตไปตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2568 การออกรับลูกค้าและดำเนินกิจการในครั้งนี้จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้วางกำลังซุ่มรอจนกระทั่งถึงจุดนัดหมายสุดท้ายตามรายการนำเที่ยว บริเวณป้ายรถโดยสารสาธารณะ ศูนย์ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนเข้าแสดงตัวขอตรวจสอบ พบกลุ่มนักท่องเที่ยวรวมจำนวน 23 คน พร้อมหลักฐานสำคัญประกอบด้วย
- บัญชีรายชื่อนักท่องเที่ยว (Passenger List)
- หลักฐานการโอนเงินชำระค่าบริการ
- โปรแกรมการเดินทางที่โฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาในความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 (มาตรา 15 ประกอบมาตรา 80) ซึ่งมีบทลงโทษระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังเสร็จสิ้นการบันทึกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

กรมการท่องเที่ยวและตำรวจท่องเที่ยวฝากเตือนประชาชน ก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์หรือโอนเงินชำระค่าบริการ ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวผ่านเว็บไซต์ของกรมการท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือการบริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและทรัพย์สินระหว่างการเดินทางในต่างประเทศตำรวจทางหลวง ล่าข้ามจังหวัดกว่า 70 กม. สกัดจับกระบะลักลอบขน 6 ชาวจีนเข้ากรุง สารภาพได้ค่าจ้าง 5 พัน
.
กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ปฏิบัติการไล่ล่าระทึกข้ามจังหวัดกว่า 70 กิโลเมตร ก่อนสามารถสกัดจับกุมนายสุทัศน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี พร้อมพวกรวม 7 คน เป็นชายชาวจีน 6 ราย หลังขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลโตโยต้า สีเทา ทะเบียนกรุงเทพมหานคร พยายามหลบหนีการตรวจค้นจากพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีมุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนย้อนกลับเข้าสู่จังหวัดสระแก้ว เพื่อลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้าพื้นที่ชั้นใน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 พ.ค. 69 ขณะเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมออกตรวจบริเวณทางหลวงหมายเลข 359 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี พบรถยนต์ต้องสงสัยลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้ง มีการติดฟิล์มทึบและบรรทุกน้ำหนักผิดปกติ เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณเรียกตรวจ คนขับกลับเร่งเครื่องหนีมุ่งหน้า อ.เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนจะกลับรถวกกลับมายัง จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่ต้องขับรถไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิดเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร กระทั่งสามารถสกัดจับรถคันดังกล่าวได้ที่บริเวณ กม.7-8 ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว
.
จากการตรวจสอบภายในรถพบคนขับคือชาวไทย 1 ราย และผู้โดยสารชาวจีนอีก 6 ราย ซึ่งทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เมื่อประสานล่ามตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้ต้องหาชาวจีนรายที่ 1 มีการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) นานถึง 957 วัน ส่วนที่เหลืออีก 5 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตนใดๆ โดยทั้งหมดรับสารภาพว่าเดินทางมาจากชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ขับขี่ฐานซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม และดำเนินคดีกลุ่มชาวจีนตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง
.
ในชั้นสอบสวนเบื้องต้น นายสุทัศน์ให้การยอมรับสารภาพว่า ตนเองได้ยืมรถยนต์จากเพื่อนมาโดยอ้างว่าจะนำไปทำงานรับจ้างทั่วไป แต่ความจริงได้แอบนำรถคันดังกล่าวไปรับกลุ่มชาวจีนจากพื้นที่ ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ เพื่อไปส่งยังกรุงเทพฯ โดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 5,000 บาท ทว่ากลับถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและสกัดจับได้เสียก่อน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระแก้ว เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลถึงเครือข่ายขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมายต่อไป