จาก ‘ผ้ากองทัพแดง’ สู่ ‘ผ้าสร้างรายได้’ หงอันพลิกโฉมผ้าทอพื้นบ้าน สร้างอาชีพชุมชน

จาก ‘ผ้ากองทัพแดง’ สู่ ‘ผ้าสร้างรายได้’ หงอันพลิกโฉมผ้าทอพื้นบ้าน สร้างอาชีพชุมชน





Image
ad1

เสียงกี่ทอผ้าดังก้องในยามเช้าท่ามกลางเทือกเขาต้าเปี๋ยซาน มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน สะท้อนการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของ “ผ้าหงอัน” งานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีน
ที่โรงงานสืบสานงานทอผ้าแบบดั้งเดิมในตำบลชีหลี่ผิง อำเภอหงอัน “เถาเหวินเฉิง” ชายหนุ่มวัย 30 กว่า ซึ่งจบด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยสิ่งทออู่ฮั่น กำลังนั่งทอผ้าด้วยกี่แบบดั้งเดิม โดยอาศัยพื้นฐานด้านเครื่องจักร ทำให้เขาเรียนรู้ทักษะการทอผ้าได้อย่างรวดเร็ว และตัดสินใจกลับบ้านเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาของครอบครัว

เถาเหวินเฉิงกำลังนั่งทอผ้าด้วยกี่ทอผ้าแบบดั้งเดิม  (ภาพ: People’s Daily)

ปัจจุบันเถาเหวินเฉิงเป็นผู้สืบทอดงานทอผ้าหงอันในระดับเมือง และสามารถสร้างงานให้แก่สตรีในชุมชนมากกว่า 100 คน พร้อมเปิดสอนทักษะการทอผ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมราว 1,000 คนต่อปี ทั้งชาวบ้านและนักศึกษาที่สนใจงานหัตถกรรมพื้นบ้าน

เถาเหวินเฉิงกำลังนั่งทอผ้าด้วยกี่ทอผ้าแบบดั้งเดิม  (ภาพ: People’s Daily)

ผ้าหงอันมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์การปฏิวัติจีน โดยในช่วงสงคราม สตรีในพื้นที่เคยใช้ผ้าฝ้ายชนิดนี้ตัดเย็บเครื่องแบบ ผ้าห่ม และผ้าพันแขนขาให้แก่ทหารกองทัพแดง จนได้รับการขนานนามว่า “ผ้ากองทัพแดง”

ปัจจุบันผ้าชนิดนี้ถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งผ้าทอลวดลายเพลงพื้นบ้าน สมุดโน้ต กระเป๋า และเครื่องนอน รวมถึงสินค้าสั่งทำอย่างชุดกี่เพ้า โดยในเดือนเมษายน 2026 เถาเหวินเฉิงยังนำผ้าหงอันไปจัดแสดงในงานเทศกาลหนังสือปารีส พร้อมแนะนำงานหัตถกรรมจากบ้านเกิดแก่ชาวต่างชาติ

นักท่องเที่ยวกำลังเลือกซื้อเครื่องนอนที่ผลิตจากผ้าหงอัน   (ภาพ: People’s Daily)

นอกจากการอนุรักษ์ภูมิปัญญา ผ้าหงอันยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนชนบท ปัจจุบันเป็นสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับประเทศ และมีคำสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สินค้าราคาหลักสิบหยวนอย่างที่รองแก้ว ไปจนถึงสินค้าสั่งทำราคาหลักพันหยวน

จาก “ผ้ากองทัพแดง” ในยุคสงคราม สู่ “ผ้าสร้างรายได้” ในยุคใหม่ ผ้าหงอันกำลังเปลี่ยนมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นทั้งอาชีพ รายได้ และโอกาสใหม่ของชุมชน

ที่มา People’s Daily