CRG กางแผน “BEYOND THE BEST” ทุ่มงบ 900 ล้าน ลุยเปิด 160 สาขา ตั้งเป้าปั๊มรายได้ 1.9 หมื่นล้าน

CRG เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 “BEYOND THE BEST” ต่อยอดความสำเร็จด้วย 4 กลยุทธ์หลักเติบโต – ขับเคลื่อน – เสริมสร้าง – ยั่งยืน ทุ่มงบกว่า 900 ล้านบาท ขยายสาขา 140-160 แห่ง ตั้งเป้าสร้างรายได้ 19,300 ล้านบาท หรือ เติบโต 14 %
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวว่า แม้ปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารจะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว และภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แต่ CRG ยังสามารถเติบโตได้ 7% โดยมีรายได้รวมกว่า 16,900 ล้านบาท โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือการทดลองโมเดลร้านรูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสบการณ์และขยายฐานลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น KFC Smart Box Format ที่สถานี MRT ลาดพร้าว, Mister Donut New Concept Store, OOTOYA TOKUSEN และแฟลกชิปสโตร์ใหม่ของ Katsuya
ขณะเดียวกันยังเร่งสร้าง New S-Curve ผ่านแบรนด์ใหม่ โดยเฉพาะ OKI by OOTOYA ร้านชาบู-สุกี้ญี่ปุ่นพรีเมียมที่เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า พร้อมชูเมนู “ชาบูมันปู” และเตรียมขยายอย่างน้อย 5 สาขาในช่วง 3 ปีข้างหน้า ด้านแบรนด์ญี่ปุ่น Katsu Midori Sushi เตรียมขยายจากสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ ไปยังโครงการ Dusit Central Park, Mega Bangna และ Future Park Rangsit ขณะที่แบรนด์อาหารเกาหลี KIANI เตรียมเพิ่มอีก 3 สาขา หลังสาขาแรกได้รับการตอบรับดี
อีกหนึ่งดีลสำคัญคือการร่วมทุนกับ Lucky Suki และ Lucky BBQ ซึ่งเติบโตทั้งช่องทางหน้าร้านและเดลิเวอรี่ พร้อมต่อยอดโมเดล “Lucky Marché” สู่แนวคิด Food Market Experience นอกจากนี้ CRG ยังเร่งขยายแฟรนไชส์ของ Mister Donut จาก 11 สาขา เป็น 40 สาขาในปี 2569 ทั้งในรูปแบบ Shop in Shop ในปั๊มน้ำมัน สาขาในห้าง และพื้นที่เมืองรอง

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)
นายณัฐ กล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปีนี้ไม่ได้มาจากการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลต่อต้นทุนของธุรกิจร้านอาหารผ่านราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ผันผวน แม้ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่กระทบห่วงโซ่อุปทานโดยตรง แต่เริ่มสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนลอจิสติกส์และราคาวัตถุดิบ ผลกระทบเริ่มสะท้อนมายังต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไก่ และอาหารทะเล
รวมถึงวัตถุดิบนำเข้าและบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน จนกลายเป็น “พิษสงคราม” ที่เริ่มเขย่าต้นทุนธุรกิจร้านอาหาร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว CRG วางแผนบริหารต้นทุนและซัพพลายเชนไว้ล่วงหน้า ผ่าน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ การทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้า การกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ทั้งนี้มีการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า พร้อมใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อวางแผนจัดซื้อและล็อกราคาวัตถุดิบบางประเภทในช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมถึงปรับปรุงระบบลอจิสติกส์และลดการใช้พลังงานในสาขา
นอกจากนี้ CRG ยังเตรียม “แผนรับมือภาวะสงคราม” หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยกระดับจนส่งผลต่อราคาน้ำมันและการขนส่งมากขึ้น โดยบริษัทพร้อมเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงสูง กระจายซัพพลายเออร์ไปยังหลายประเทศ และใช้จุดแข็งจากการมี 24 แบรนด์ มากกว่า 1,400 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและบริหารต้นทุนได้อย่างยืดหยุ่น

ในด้านกำลังซื้อประเมินว่าผู้บริโภคไทยเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าการบริโภคฟุ่มเฟือย ส่งผลให้เมนูแบบชุด โปรโมชั่น และสินค้าราคาเข้าถึงง่ายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นCRG จึงปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด โดยเน้นการออกแบบเมนูและโปรโมชั่นแบบ bundle พร้อมใช้ระบบ CRM เพื่อกระตุ้นการกลับมาใช้บริการ และบริหารราคาอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างกำไรและกำลังซื้อของลูกค้า
สำหรับปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อผลักดันการเติบโตตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย เติบโต – ขับเคลื่อน – เสริมสร้าง – ยั่งยืน หรือ Grow – Drive – Build – Sustain
1. GROW เดินหน้าผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยตั้งเป้าเติบโต 14% ควบคู่การขยายสาขาใหม่ 140 - 160 แห่ง ครอบคลุมทุกแบรนด์ศักยภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญมุ่งยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคผ่านการพัฒนา “New Format”
2. DRIVE ยกระดับการดำเนินงานภายใต้ 3C Actions ได้แก่ Cost Excellence การบริหารจัดการต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด Capex Excellence เน้นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีกลยุทธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ Cash Flow Excellence การบริหารกระแสเงินสด ตลอดจนการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการร้านอาหารมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและบริการ เช่น Self-ordering Kiosk และ QR Ordering
3. BUILD เติมเต็มความแข็งแกร่งจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ที่มีศักยภาพเข้าพอร์ตโฟลิโอของ CRG และร่วมพัฒนาธุรกิจ รวมถึงให้ความสำคัญในกลุ่ม JV Partner เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันกับพันธมิตร
4. SUSTAIN: แสดงความรับผิดชอบเหนือพันธกิจเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อโลกและสังคม ด้วยกลยุทธ์ C-R-G ได้แก่

ปิยะ ดั่นคุ้ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด
• CARE for People & Partner ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในที่ทำงานและเสริมสร้างความผูกพันของพนักงาน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
• REDUCE Greenhouse Gases ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยการประหยัดพลังงาน และใช้พลังงานทดแทน มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• GREEN Waste & Environment เดินหน้าลดปริมาณขยะอาหารในทุกขั้นตอนการดำเนินงานของร้านอาหาร ควบคู่กับการพัฒนาระบบคัดแยกและรีไซเคิลขยะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้าน ปิยะ ดั่นคุ้ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “Salad Factory” ซึ่งจับมือเป็น JV Partner กับ CRG มาตั้งแต่ปี 2562 ทำยอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 450% ปัจจุบันมีจำนวน 52 สาขา เปิดธุรกิจ non-restaurant โดยเฉพาะธุรกิจน้ำสลัด รวมถึงการเปิดแบรนด์ใหม่ “Sunny Side Up” ที่ล้วนแต่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
“ความร่วมมือกับซีอาร์จีถือเป็นก้าวสำคัญของ Salad Factory ในการต่อยอดศักยภาพของแบรนด์ให้เติบโตในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเราได้นำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาเสริมกันอย่างลงตัว ทั้งประสบการณ์ด้านการบริหารเครือร้านอาหารขนาดใหญ่ของซีอาร์จี และความเชี่ยวชาญของ Salad Factory ในการพัฒนาเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา เราเห็นการเติบโตอย่างเด่นชัดของแบรนด์ ทั้งในด้านการขยายฐานลูกค้า การพัฒนาเมนูใหม่ และการสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่สะท้อนแนวคิด ‘กินดี มีคุณภาพ และเข้าถึงได้’ ความร่วมมือของเราไม่เพียงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ แต่ยังเปิดโอกาสให้ Salad Factory สามารถขยายการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับปี 2569 เราตั้งเป้าที่จะเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรมเมนูสุขภาพ การยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า

