เดือดกบินทร์บุรี! รองผวจ.ปราจีนฯ ลั่นไม่ยอมทุนเทา … ‘เกิดที่นี่-ข้าราชการในพระมหากษัตริย์’

เดือดกบินทร์บุรี! รองผวจ.ปราจีนฯ ลั่นไม่ยอมทุนเทา … ‘เกิดที่นี่-ข้าราชการในพระมหากษัตริย์’





Image
ad1

ปราจีนบุรี – กรณีสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและอิทธิพลมืดในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ทวีความร้อนระอุถึงขีดสุด หลังเกิดวิกฤตลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมอันตรายและปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งจากฝ่ายปกครองระดับสูงและกลุ่มเครือข่ายสิทธิมนุษยชน  หลังจากนายชนาธิป  โคกมณี รอง ผวจ.ปราจีน บุรีได้ประกาศผ่านโลกออนไลน์  ลั่น … ‘เกิดที่นี่-ข้าราชการในพระมหากษัตริย์’ …  ประกาศชนทุนสีเทา ลุยล้างมลพิษกบินทร์บุรี เลิกแก้ไขแบบรูปหน้าปะจมูก

เมื่อเวลา 21.15 น.วันที่ 7 สิงหาคม 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจจีนบุรีความคืบหน้าจากกรณี   นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจและหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เปิดเผยถึงการประชุมด่วนร่วมกับฝ่ายปกครองและภาคเอกชน ณ เทศบาลเมืองหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี เพื่อแก้ปัญหาน้ำเสียเชิงประจักษ์ โดยเปิดเผยความในใจอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองเป็นคนปราจีนบุรีโดยกำเนิดและเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่ปกป้องประชาชนตามกฎหมาย

รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ระบุอย่างเด็ดขาดว่า    ถึงเวลาต้องหยุดแก้ปัญหาแบบ "รูปหน้าปะจมูก" พร้อมเตือนผู้ประกอบการว่าปราจีนบุรีรับมือไม่ไหวแล้ว แม้จะยินดีต้อนรับการลงทุน แต่ต้องไร้ความโลภ ไม่ทำลายชุมชน และต้องหยุดพฤติกรรมหมกเม็ด เช่น การอ้างว่าท่อที่แอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเป็นเพียง "ท่อน้ำฝน" โดยได้สั่งกำชับนายกเทศมนตรีและนายก อบต. ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้เร่งตรวจสอบแบบแปลนการก่อสร้างและใช้อำนาจบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารอย่างเด็ดขาด

ต่อมา นายชนาธิป ได้โพสต์ข้อความในการแสดงความคิดของข่าวดังกล่าวในเพจ/เฟหชบุ๊ค  รวม่าวปราจีนบุรี – News   โดยได้   เน้นย้ำสติของสังคม โดยระบุว่า    ขณะนี้ไม่ควรมานั่งตำหนิติติงกัน แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเนื่องจากสถานการณ์รุนแรงขึ้นทุกวัน ส่วนใครทำดีหรือชั่วขอให้เป็นเรื่องของเวรกรรม พร้อมปลุกพลังความสามัคคีของคนปราจีนบุรีในการฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งได้รับกระแสสนับสนุนจากชาวบ้านในพื้นที่อย่างล้นหลาม

ผู้สื่อข่าวรายงาน    ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เข้าขั้นวิกฤต โดยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), Protection International (PI) และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง รวม 5 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวถ่ายทอดสด เปิดเผยข้อมูลขบวนการว่าจ้างลอบสังหารแกนนำผู้ต้านขยะอุตสาหกรรมต่อต้านEEC ที่จะเข้ามาสู่ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4 ของภาคตะวันออก

แหล่งข่าวในพื้นที่ยืนยันสอดคล้องกันว่า มีกลุ่มทุนเสียผลประโยชน์ร่วมกันลงขันตั้งค่าหัวสังหารแกนนำสำคัญ 2 ราย คือ นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอกบินทร์บุรี/แกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง และ นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ในราคาคนละ 2 ล้านบาท (รวม 4 ล้านบาท) โดยมีการว่าจ้างมือปืนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปราจีนบุรี เข้ามาติดตามคุกคาม

ซึ่งทางคณะตัวแทนองค์กรสิทธิฯ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นางศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งรับปากดำเนินการเร่งด่วนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

ติดตามคดีฟ้องปิดปาก  เร่งรัดติดตามคดีกับสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งจะมีความคืบหน้าในวันที่ 13 สิงหาคม 2569

กลไกคุ้มครองความปลอดภัย  ประสานงานตำรวจและฝ่ายความมั่นคงเพื่อจัดตั้งระบบคุ้มครองความปลอดภัยฉุกเฉิน

ลงพื้นที่เชิงลึก  เตรียมนำทีมลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อประเมินความเสี่ยงและคุ้มครองชีวิตนักปกป้องสิทธิตามมาตรฐานสากล

วิกฤตมลพิษและอิทธิพลมืดในอำเภอกบินทร์บุรีครั้งนี้ จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามกลุ่มทุนสีเทา และคุ้มครองชีวิตของประชาชนที่ออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเอง

และรายงานเพิ่มเติม  ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม จ.ปราจีนบุรี ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการตรวจพบการลักลอบนำกากขยะพิษและของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งในชุมชน 2 จุดใหญ่ คือ บริเวณบ้านโคกไม้แดง อำเภอกบินทร์บุรี พบผงขี้เถ้าและเศษเปลือกสายไฟบดย่อยปนเปื้อนในพื้นที่ป่า แปลงเกษตร และบ่อน้ำ ซึ่งจุดดังกล่าวนอกจากจะกระทบวิถีชีวิตชุมชนแล้ว ยังตั้งอยู่บนเส้นทางหากินตามธรรมชาติของโขลงช้างป่า ที่ข้ามฝั่งมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา (ผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก) ส่งผลให้สัตว์ป่าเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีสะสมในห่วงโซ่อาหาร ส่วนอีกจุดคือบริเวณคลองหนองแสง อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งมีการลักลอบทิ้งน้ำเสียลงคลองส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน 5 หมู่บ้าน จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสูบน้ำเสียออกและนำน้ำดีเข้าเจือจาง

นายสุนทร คมคาย หรือเกษตรแหลม

ด้านคดีความ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังตะเคียน ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ได้ทำการสกัดจับรถบรรทุกพ่วง 3 คัน พบวัตถุอันตรายตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และเมื่อตรวจสอบสัญญาณ GPS พบเส้นทางขบวนการขนส่งกากอุตสาหกรรมจากโรงงานรีไซเคิลในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา นำมาทิ้งในจังหวัดปราจีนบุรี และกระจายไปยังอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ อบต.วังตะเคียน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ (ปจ.2 ทุ่งโพธิ์), ฝ่ายปกครองบ้านเขากระแต และตำรวจ สภ.วังตะเคียน ได้สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบกลางป่าเต็งรัง ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ไม่ธรรมดาเพราะเป็น โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้วยไคร้ ต.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี

นายสุเมธ  เหรียญพงษ์นาม

จากการตรวจอย่างละเอียด ทำเอาเจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึง! พบกองเศษสายไฟและสายเคเบิ้ลหุ้มฉนวน ทั้งสีแดงและสีดำ ถูกนำมาทิ้งไว้กระจายกันถึง 4 กองใหญ่ บางส่วนถูกอัดแน่นใส่ถุงบิ๊กแบ็คขนาดใหญ่ โดยมีร่องรอยการจุดไฟเผาเพื่อลอมละลายเอาเฉพาะทองแดงและอลูมิเนียมข้างในไปขาย แล้วทิ้งปลอกพลาสติกกับกากเคมีเผาไหม้ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึ๊กคละคลุ้งไปทั่วป่า ประเมินน้ำหนักขยะพิษกองนี้ไม่ต่ำกว่า 200–300 กิโลกรัม คาดว่าถูกแอบนำมาเผาช่วงดึกก่อนหน้าที่ชาวบ้านจะมาเจอประมาณ 2 วัน

รายงานสถิติจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 - 2568 ทั่วประเทศมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ 265 ครั้ง และทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมอันตราย 117 ครั้ง รวมสะสม 382 ครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง และ "ชมรมเรารักษ์ปราจีน" ยื่นหนังสือคัดค้านการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้ามาในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากกังวลด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่จะกระทบต่อแหล่งน้ำและเกษตรกรรมในระยะยาว

### มานิตย์  สนับบุญ  /ปราจีนบุรี###