วธ.จับมือยูเนสโก จัดทำตัวชี้ขาดวัดด้านวัฒนธรรม ยกระดับ "คุณค่า"พัฒนาประเทศ

วธ.จับมือยูเนสโก จัดทำตัวชี้ขาดวัดด้านวัฒนธรรม ยกระดับ "คุณค่า"พัฒนาประเทศ





Image
ad1

กระทรวงวัฒนธรรม–ยูเนสโก เดินหน้า UNESCO Culture|2030 Indicators พัฒนาระบบข้อมูลตั้งแต่ระดับประเทศถึงท้องถิ่น วางรากฐานบัญชีประชาชาติด้านวัฒนธรรม ศูนย์ข้อมูลวัฒนธรรมแห่งชาติ และ Cultural Mapping

เมื่อวันที่  13 สิงหาคม 2569  นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาข้อมูลสถิติด้วยตัวชี้วัดวัฒนธรรมสำหรับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่ง จัดขึ้น ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ โดยกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับองค์การยูเนสโกดำเนินการ เพื่อยกระดับระบบข้อมูลสถิติด้านวัฒนธรรมของประเทศไทยให้มีมาตรฐานสากล และใช้เป็นหลักฐานประกอบการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายประสพกล่าวว่า “หากต้องการให้วัฒนธรรมได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เราต้องมีข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถสะท้อนคุณค่าของวัฒนธรรมได้อย่างรอบด้าน”

พร้อมชี้ว่า UNESCO Culture|2030 Indicators เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตาม วัดผล และประเมินบทบาทของวัฒนธรรมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการประชุมครั้งนี้        มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง อาทิ สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ซึ่งมี Dr. Feng Jing หัวหน้าแผนกวัฒนธรรม เข้าร่วมกล่าวแสดงความยินดี พร้อมด้วย Dr. Simon Ellis ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติจากยูเนสโก และนางมนทกานต์ สุวรรณทรรถ กิตติไพศาลศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ ร่วมบรรยาย นอกจากนี้ยังมี บริติช เคานซิล, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), กรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงคณะที่ปรึกษาจากบริษัท เค เอส อาร์ แอดไวซ์เซอรี่ จำกัด

ปลัด วธ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย การนำกรอบดังกล่าวมาใช้ไม่ใช่เพียงการจัดทำสถิติเพิ่มเติม แต่เป็นการยกระดับ “โครงสร้างข้อมูลด้านวัฒนธรรม” ให้สะท้อนทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจ  โดยโครงการนำกรอบ UNESCO Culture|2030 Indicators ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ 22 ตัวชี้วัด ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและพลังเข้มแข็ง ความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี ความรู้และทักษะ และการไม่แบ่งแยกกีดกันและการมีส่วนร่วม มาใช้พัฒนาระบบข้อมูล 3 ระดับ คือ ประเทศ จังหวัด และเทศบาล โดยมี จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่อง ผลการดำเนินงานพบว่าไทยมีความพร้อมด้านข้อมูลในระดับประเทศ แต่ยังมีช่องว่างเรื่องนิยาม การจัดเก็บข้อมูลระดับพื้นที่ และการนำข้อมูลไปใช้เชิงยุทธศาสตร์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบข้อมูลให้มีมาตรฐานสากล มีความต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับประเทศถึงท้องถิ่น

นายประสพ กล่าวอีกว่า การอบรมครั้งนี้เป็นโอกาสในการนำผลการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานภาคี เพื่อพัฒนา ชุดเครื่องมือและระบบข้อมูลวัฒนธรรมให้เป็นเอกภาพ โดยสร้างเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ใช้ข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก ครอบคลุมหน่วยงานด้านสถิติ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาข้อมูลจากระดับจังหวัดสู่เทศบาลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมมีเป้าหมายต่อยอดระบบข้อมูลดังกล่าวสู่ บัญชีประชาชาติด้านวัฒนธรรม ศูนย์ข้อมูลด้านวัฒนธรรมแห่งชาติ และแผนที่ทางวัฒนธรรม (Cultural Mapping) เพื่อให้ข้อมูลสามารถใช้ประเมินสถานการณ์ อ้างอิงการกำหนดนโยบายและโครงการ ส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายได้จริง พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางการจัดเก็บข้อมูลระดับพื้นที่

“การพัฒนาระบบข้อมูลตามกรอบ UNESCO Culture|2030 Indicators จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแสดงบทบาทของวัฒนธรรมด้วยหลักฐาน ทั้ง “คุณค่าทางวัฒนธรรม” และ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” และนำข้อมูลไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมีทิศทางและยั่งยืน พร้อมสรุปแนวคิดว่า “จากวัฒนธรรมที่มีคุณค่า สู่ข้อมูลที่พิสูจน์คุณค่า และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายประสพ กล่าวตอนท้าย