เกษตรกรชาวตรังยึดเศรษฐกิจพอเพียงปลูกข้าวไร่แซมสวนยางสวนปาล์มไว้กินไว้ขาย

ในพื้นที่ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งใหญ่ที่ชาวบ้านหันมาปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่ และข้าวนา ไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่าย และหากเหลือก็ได้ขายสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะข้าวไร่นั้น ชาวบ้านนิยมปลูกในพื้นที่ว่างระหว่างร่องในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงที่ข้าวไร่กำลังทยอยสุก ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ พบว่า ญาติพี่น้อง รวมทั้งเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่ง ได้ช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวไร่ที่กำลังสุกเหลืองอร่าม หลังจากประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว

นางสาวทัศนีย์ สุขสนาน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ บอกว่า ปีนี้ชาวบ้านในตำบลบางดี ปลูกข้าวไร่รวมเกือบ 1,000 ไร่ ประกอบด้วย แปลงที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกว่า 400 ไร่ และส่วนที่เหลือไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยชาวบ้านในอำเภอห้วยยอด ที่ยังอนุรักษ์การปลูกข้าวไร่ไว้ ประกอบด้วย ตำบลบางดี ตำบลวังคีรี และตำบลบางกุ้ง รวมเกือบ 2,000 ไร่ หลังจากที่ส่วนใหญ่เลิกทำไปนานแล้ว เพราะต้นทุนสูง ในขณะที่บางส่วนพยายามหันกลับมาทำนาใหม่ เมื่อเห็นตัวอย่างของเพื่อนบ้านที่ทำแล้วได้ผล ได้มีข้าวไว้กินเอง สามารถลดรายจ่าย และขายสร้างรายได้เสริม

สำหรับอำเภอห้วยยอด ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวไร่แหล่งใหญ่ของจังหวัดตรัง และยังมีพื้นที่ข้างเคียง คือ อำเภอวังวิเศษ ชาวบ้านก็หันมาปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพันธุ์ที่นิยมปลูก เช่น ข้าวไร่ดอกพะยอม ข้าวดอกข่า ข้าวหอมบอน และข้าวเบายอดม่วง (ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งข้าวไร่ และข้าวนาปี) โดยชาวบ้านจะปลูกแซมในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก อายุตั้งแต่ 1-3 ปี ระหว่างที่ต้องรอผลผลิตจากยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งผลผลิตที่ได้ทำให้ชาวบ้านสามารถลดรายจ่ายได้เป็นอย่างมาก ไม่ต้องซื้อข้าวสาร รวมทั้งได้ข้าวสารปลอดภัยสารพิษไว้รับประทาน

ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลในการปลูกข้าวไร่ พบว่า สามารถเก็บผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณ 400 กก.ต่อไร่ ซึ่งแต่ละครัวเรือนไม่ได้ปลูกแค่ 1 ไร่ ทำให้มีข้าวสารไว้กินเหลือเฟือในครัวเรือน โดยส่วนหนึ่งสามารถแบ่งขายด้วย หากคิดเป็นรายได้จากการขายข้าวเปลือก จะเฉลี่ยประมาณ 12,000 บาทต่อไร่ และในส่วนของตำบลบางดี ก็จะเน้นการทำแปลงเมล็ดพันธุ์ขายด้วย ในราคา กก.ละ 50 -60 บาท เฉลี่ยจะได้ประมาณไร่ละ 20,000 บาท

นอกจากนั้น ในพื้นที่ยังมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตข้าวไร่ และข้าวนาปี ไว้จำหน่ายสร้างรายได้ด้วย โดยราคาขายในพื้นที่ กก.ละ 50 บาท แต่หากขายออนไลน์ และไปออกบูท ก็จะขาย กก.ละ 70 บาท และส่วนหนึ่งก็แปรรูปเป็นข้าวเม่าขายด้วย ทำให้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านในพื้นที่จะไม่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างโดยไม่ทำประโยชน์ แต่จะหันมาปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้น เพราะเห็นเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ทำแล้วได้ผล ไม่ต้องซื้อข้าวทำให้หันมาปลูกกันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำนาในปีนี้ก็ประสบปัญหาจากสภาพอากาศหลายอย่าง เช่น ฝนทิ้งช่วงในระยะต้นข้าวเริ่มโต ทำให้ต้นข้าวเกิดโรคใบไหม้ ต่อมาช่วงต้นข้าวเริ่มออกดอก เกิดฝนตกชุก ทำให้ข้าวไม่ติดเมล็ด และเมื่อข้าวสุก ก็ปรากฏฝนตกชุกอีกรอบ ทำให้ข้าวสุกงอม ต้นข้าวล้ม และขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย ถือเป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะต้องอาศัยรถเกี่ยวข้าวจากจังหวัดอื่น ทำให้แปลงข้าวไร่ที่เหลือก็ต้องระดมเพื่อนบ้าน และญาติพี่น้อง มาช่วยกันลงแขกเก็บเกี่ยวด้วย “แกะ” ซึ่งเป็นวิธีเกี่ยวข้าวแบบโบราณ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านภาคใต้
โดย....คนิตา สีตอง

