กบง.เคาะอุ้มดีเซลต่อ! ดึงส่วนเกินค่ากลั่น 4.47 พันล้านกดราคา 2.40 บาท/ลิตร

กบง.เคาะอุ้มดีเซลต่อ! ดึงส่วนเกินค่ากลั่น 4.47 พันล้านกดราคา 2.40 บาท/ลิตร





Image
ad1

การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ซึ่งมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ในอัตรา 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม–15 กันยายน 2569

มาตรการดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,475 ล้านบาท และถือเป็นการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นกลับมาช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนเป็นครั้งที่ 6 ส่งผลให้ยอดรวมที่นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนอยู่ที่ประมาณ 17,422 ล้านบาท

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวสวนทางกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค

ขณะเดียวกัน สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นยังมีความผันผวนและจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนการกลั่นน้ำมันดิบจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ระหว่างวันที่ 1–31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ กบง.มีมติเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่นแล้ว ส่งผลให้เหลือผลประโยชน์ส่วนเกินประมาณ 6,920 ล้านบาท

ล่าสุด ที่ประชุม กบง.จึงมีมตินำเงินส่วนเกินที่เหลือดังกล่าวมาใช้ช่วยประชาชนเพิ่มเติม โดยให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0, B7 และ B20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569

การลดราคาครั้งนี้จะใช้ผลประโยชน์ส่วนเกินประมาณ 4,475 ล้านบาท และหลังดำเนินมาตรการแล้วจะยังเหลือวงเงินประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับนำไปบริหารจัดการตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูงกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังผันผวน เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ แต่ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงสถานการณ์ตลาดและสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน” นายเอกนัฏกล่าว พร้อมระบุว่า ภาครัฐจะติดตามราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเหมาะสมกับสถานการณ์และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน